Marketing technology คืออะไร มีกี่ประเภท
This post is also available in:
อังกฤษ
Marketing technology (Martech) เครื่องมือ (Tool) ระบบ (Platform) ที่พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ด้านกิจกรรมทางการตลาด (Marketing) ทั้งเพื่อการจัดการแคมเปญทางการตลาดง่ายขึ้น การสื่อสารกับลูกค้าได้หลากหลายรูปแบบ และการวัดผลได้แม่นยำขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้บางกรณีเราอาจเห็นการเรียก Marketing technology แบบผสมผสานว่า “Martech””
1. Marketing Analytics, Performance Tracking & Attribution
2. Cloud/Data Integration Platform
3. Business/Customer Data Visualization Technologies
4. Conversion Rate Optimization / Personalization
5. Advertising Technology
6. Visitor Identification Software
7. Affiliate Marketing
8. Content Marketing Tools
9. SEO tool
10. Social Media Marketing
11. CRM, CDP, Marketing Automation
12. Marketing Cloud Suites
Marketing technology คืออะไร มีกี่ประเภท
- Marketing technology คืออะไร
- Marketing technology มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง
- ทำไมต้องใช้ Marketing technology
- Marketing technology มีผลกระทบกับใครบ้าง
- ประเภทของ Marketing Technology มีอะไรบ้าง
💡 Marketing Technology มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างไรบ้าง
- ☁️ ระบบส่วนใหญ่มักมาในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) และรันอยู่บน Cloud แทนที่จะติดตั้งแบบ On-Premise
- 💳 ค่าใช้จ่ายเป็นแบบ Subscription รายเดือนหรือรายปี โดยมีโครงสร้างราคาหลากหลาย เช่น ตามจำนวนผู้ใช้งาน, จำนวนรายชื่อลูกค้า, หรือปริมาณ Traffic ที่ใช้งาน
- ⚡ ใช้เวลาในการ Deploy รวดเร็ว กว่าซอฟต์แวร์องค์กรทั่วไปที่ติดตั้งภายใน (On-Premise)
- 🧰 ระบบมักถูกออกแบบมาให้ พร้อมใช้งาน (Out-of-the-box) ทุกผู้ใช้จะเห็นฟีเจอร์เดียวกัน ช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งาน
- 🔄 มีการพัฒนาและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ของผู้ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทำให้ตอบโจทย์การตลาดได้เกือบทุกประเภท
- 👩💼 สามารถ บริหารจัดการได้โดยทีมการตลาดเอง โดยแทบไม่ต้องใช้ทรัพยากรจากทีม IT มากนัก
- 📈 แต่จำเป็นต้องมีการ วางแผนการ Deploy และ Integration ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ เพื่อการใช้งานอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ใช้งานเฉพาะกิจ
🤔 ทำไมองค์กรต้องใช้ Marketing Technology
ในยุคที่ธุรกิจไม่อาจหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับโลก Digital ได้อีกต่อไป
การใช้ Marketing Technology จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ทางเลือก
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรูปแบบใด ก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับ Digital ดังนี้:
- 🛒 Digital-First Business: แอปพลิเคชัน, แพลตฟอร์มออนไลน์, บริการที่มีรายได้จาก Digital โดยตรง
- 🧾 ธุรกิจที่ขายผ่านช่องทาง Digital: เช่น E-commerce, Social Commerce
- 🏬 ธุรกิจแบบ Hybrid: ทำการตลาด Online เพื่อพาคนไปสร้างยอดขาย Offline
ลองพิจารณาธุรกิจของคุณในวันนี้ จะเห็นได้ว่าการทำ Digital Marketing แทรกอยู่ในทุกมิติ เช่น:
- 📢 การ โฆษณา (Advertising) บน Facebook, Google, TikTok
- 📊 การ วัดผล (Analytics) เช่น GA4, Customer Data Platform
- 💬 การ สื่อสารกับลูกค้า (Communication) ผ่าน Email, LINE OA, Chatbot
ตัวอย่างการใช้บริการ Email Automation ฟรีจาก Mailchimp 
🧠 ทำไมนักการตลาดถึงต้องพึ่งพา Marketing Technology มากขึ้น
ในยุคที่โลกการตลาดเคลื่อนไหวเร็วแบบนาทีต่อนาที นักการตลาดอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องรับมือกับ Task มากมายในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น:
- การจัดการข้อมูลที่มาจากหลากหลายแหล่ง (Omnichannel Data)
- การวางแผนและรันแคมเปญอย่างต่อเนื่อง
- การปรับเปลี่ยนแคมเปญแบบ Real-time ให้ทันสถานการณ์
- การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทั้งหมดนี้กลายเป็น “ความกดดัน” ที่ทำให้เราต้องหา “เครื่องมือที่ช่วยผ่อนแรง”
และนั่นเองคือจุดที่ Marketing Technology เข้ามาตอบโจทย์
💡 Martech ไม่ใช่แค่ระบบ แต่คือ “ผู้ช่วยเสมือน” ที่ช่วยให้การทำงานของนักการตลาดฉลาดขึ้น แม่นยำขึ้น และทำได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
🔄 Marketing Technology มีผลกระทบกับใครบ้าง?
อย่าเข้าใจผิดว่า Martech เป็นเรื่องของ “นักการตลาดอย่างเดียว”
ความจริงคือมันส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แทบทุกสายงาน ในยุค Digital Economy ไม่ว่าจะเป็น:
- 🧑💻 Startup:
สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ Martech ถือเป็นตลาดที่ยังเปิดกว้าง มีโอกาสเติบโตอีกมาก ด้วยความที่ซอฟต์แวร์สายนี้สามารถ Scale ได้เร็ว กำไรสูง และตอบโจทย์ตลาดโลก ที่ผ่านมามี Martech ที่กลายเป็น Unicorn ระดับโลก เช่น:- DoubleClick (ขายให้ Google มูลค่า 99,014 ล้านบาท)
- Admob (ขายให้ Google มูลค่า 23,956 ล้านบาท)
- Surveymonkey (เข้าตลาดหุ้น มูลค่ากว่า 64,980 ล้านบาท)
- 🏢 Digital Agency:
ต้องเรียนรู้และปรับตัวกับ Martech ใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถออกแบบแคมเปญที่แม่นยำ และวัดผลได้ชัดเจน - 🎯 นักการตลาด (Marketer):
ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “คนทำคอนเทนต์” หรือ “ยิงแอด” มาเป็น “Data-Driven Strategist” ที่ใช้ Martech ช่วยในการตัดสินใจ - 📊 Data Analyst / Data Scientist:
ต้องเชื่อมโยง Martech เข้ากับ Customer Data Platform (CDP), Analytics Tools และระบบ BI เพื่อให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น
รายชื่อ Startup ด้าน Martech ที่ถูก Acquired โดย Google
https://www.businessinsider.com/googles-top-ten-largest-acquisitionscharts-2017-9

🎯 ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Marketing Technology?
เมื่อองค์กรเริ่มใช้ Martech อย่างจริงจัง ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดแค่แผนกการตลาด แต่กระจายไปถึงหลายบทบาทในสายงานดิจิทัลทั้งวงจร
🏢 Digital Agency & Digital Consultant
Martech เปิดโอกาสใหม่ให้กับสายงานนี้ โดยเฉพาะการ ขยายขอบเขตบริการ ไปยังงานที่มีมูลค่าสูง เช่น:
- การให้คำปรึกษาด้านการ วางกลยุทธ์ Martech Stack ให้เหมาะกับองค์กรแต่ละประเภท
- การรับงาน Implement / Integration ระบบ Martech เข้ากับระบบเดิมของลูกค้า เช่น CRM, CDP, ระบบขาย ฯลฯ
- การจัดการกับ ข้อมูลที่อยู่ในหลาย Format และระบบหลาย Platform ซึ่งกลายเป็น pain point หลักของลูกค้า
✅ ใครปรับตัวทัน จะเปลี่ยนจากแค่ “ผู้ยิงแอด” เป็น “ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ” ด้วย Martech ได้ทันที
👩💼 นักการตลาด (Marketing Team)
สำหรับนักการตลาดทั่วไป ผลกระทบอาจมาแบบ “ทั้งบวกและลบ” พร้อมกัน:
ความท้าทายที่เจอ:
- ต้องใช้งานเครื่องมือ Martech หลายตัวในเวลาเดียวกัน เช่น Email Tool, Social Media Tool, Analytics Tool ฯลฯ
- ต้องเข้าใจและจัดการกับ Data ที่มีหลาย Format หลายแหล่ง เช่น CSV จาก CRM, JSON จาก API, PDF จากฝ่ายขาย ฯลฯ
แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ:
- การมี Insight ที่ชัดเจน มากขึ้นเกี่ยวกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
- การ วัดผลแคมเปญได้แม่นยำขึ้น
- ความสามารถในการ สร้าง/ปรับแคมเปญแบบ Real-time
- การเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายแบบแม่นยำขึ้นกว่าที่เคย
🤖 แค่รู้จักใช้ Martech ให้ถูกจังหวะ นักการตลาดยุคใหม่ก็มีอาวุธที่ทรงพลังเหนือกว่าที่เคยมีมา
📊 คนทำงานสาย Data (Data Analyst / Data Scientist)
สายงานที่เกี่ยวกับข้อมูลต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ ภาระและโอกาสในเวลาเดียวกัน
ความท้าทายที่ต้องเจอ:
- ข้อมูลแบบ 3Vs:
- Volume ปริมาณมาก
- Velocity เข้ามาเร็ว
- Variety หลากหลายรูปแบบ
- การวางแผนเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายระบบ (API, FTP, Webhook, Manual Upload ฯลฯ)
- การสื่อสารกับทีม Marketing ให้เข้าใจสิ่งที่ Data กำลังบอกอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีที่ได้รับ:
- มี เครื่องมือใหม่ ๆ ที่ช่วยทำ Market Research, Customer Profiling, Lookalike Modeling ได้ดีขึ้น
- เข้าใจ พฤติกรรมของลูกค้าบนโลกดิจิทัล (Digital Behavior) แบบลึกขึ้น และแปลงเป็นโมเดลพยากรณ์ได้จริง
- สร้าง Value จากข้อมูลได้ชัดขึ้น ทั้งในแง่การวางกลยุทธ์และเพิ่มยอดขาย
📌 Data ไม่ได้เป็นแค่ทรัพยากร แต่คือ “อาวุธ” หากใช้ร่วมกับ Martech ได้อย่างถูกจุด
Enterprise integration evolution จาก CX Appeal
https://www.slideshare.net/MarTechConf/cx-appeal-technology-to-keep-your-customers-coming-back-for-more-by-gerry-murray/34
ประเภทของ Marketing Technology มีอะไรบ้าง
ปัจจุบัน Marketing Technology ทั่วโลกมีมากกว่า 8,000 technologies* และแต่ละสำนักก็มีการแบ่งประเภทของ Marketing Technology ไว้หลากหลายรูปแบบ ผมขอแบ่งประเภทของ Technology ไว้เป็นหมวดหมู่คร่าวๆดังนี้
2020 edition of the marketing technology landscape จากhttps://chiefmartec.com/

📈 1. Marketing Analytics, Performance Tracking & Attribution
เทคโนโลยีในกลุ่มนี้มีหน้าที่หลักคือ การวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด เพื่อให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรได้ดี อะไรที่ควรปรับปรุง และสิ่งใดที่ส่งผลต่อผลลัพธ์จริง ๆ โดยสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อยได้ดังนี้:
- Digital Analytics:
การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น การคลิก การดูหน้าเพจ เวลาใช้งาน ฯลฯ รวมถึงข้อมูลของแคมเปญโฆษณา เช่น Impressions, CTR, Conversion Rate ผ่านเครื่องมืออย่าง Google Analytics, Adobe Analytics, Matomo - Social Media Analytics:
การวิเคราะห์ข้อมูลจากช่องทางโซเชียล เช่น Facebook, Instagram, TikTok, Twitter โดยวัดทั้งด้าน Engagement (like, share, comment) และ Conversion ที่เกิดจากการคลิกโพสต์หรือแอด - Competitor Analytics:
การติดตามและวิเคราะห์คู่แข่งในมุมของการใช้สื่อดิจิทัล เช่น การเปรียบเทียบ SEO, การดูแคมเปญโฆษณาที่คู่แข่งรันอยู่ (ผ่านเครื่องมืออย่าง SimilarWeb, Semrush, Ad Library) - Heatmap Visualization:
เครื่องมือตรวจจับพฤติกรรมผู้ใช้งานแบบ Real Interaction เช่น การเคลื่อนไหวของเมาส์ จุดที่คลิกบ่อย หรือพื้นที่ที่ถูกมองเห็น เพื่อเข้าใจว่า UX/UI หน้าเว็บไซต์มีจุดที่ควรปรับตรงไหน - UTM, Link Management:
การสร้างลิงก์เฉพาะ (Custom Tracking URL) เพื่อแยกแหล่งที่มาของการคลิก เช่น จาก Email, Facebook, หรือ YouTube ซึ่งช่วยให้เรารู้ได้ว่าทราฟฟิกหรือ Conversion มาจากช่องทางใด
กลุ่มเทคโนโลยีนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำ Data-driven Marketing แบบแท้จริง
☁️ 2. Cloud / Data Integration Platform
เทคโนโลยีกลุ่มนี้เน้นเรื่อง การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ ทำให้ทุกระบบในองค์กร “พูดคุยกันได้” แบบอัตโนมัติ และสามารถสร้าง Automation ที่มีประสิทธิภาพขึ้นได้ทันที
สามารถแบ่งประเภทการใช้งานได้เป็นกลุ่มย่อย เช่น:
- Automate Lead Flow:
การส่งข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาในระบบหนึ่ง ไปยังระบบอีกตัวแบบอัตโนมัติ เช่น:- ลูกค้ากรอกฟอร์มใน Facebook Lead Ads ➝ ข้อมูลถูกส่งไป Google Sheet
- จากนั้น Google Sheet ส่งต่อ Email ไปยัง Mailchimp ➝ ระบบส่ง Thank you email อัตโนมัติให้ลูกค้า
- Data Sync ระหว่าง Platform:
เช่น การซิงก์ข้อมูลจาก CRM (เช่น Salesforce) ไปยัง CDP (Customer Data Platform) หรือการส่ง Transaction Logs จาก Shopify ไปเก็บไว้ที่ BigQuery เพื่อทำ Dashboard - API Connector / Middleware:
ใช้แพลตฟอร์มอย่าง Zapier, Make.com, n8n หรือ Tray.io เพื่อเชื่อม API ของแต่ละระบบเข้าด้วยกันแบบ Low Code
เช่น เมื่อมีลูกค้าใหม่ใน Stripe ➝ ให้ระบบสร้าง Task ใหม่ใน Trello + แจ้งเตือนทีมใน Slack
การจัดการ Integrate Facebook Lead Ads กับ Platform อื่นๆแบบ Automate ด้วย zapier
Integration Platforms as a Service (iPaaS)
- แพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระบบ Martech ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้แบบอัตโนมัติ
- รองรับการส่งข้อมูลแบบ Real-time ข้ามระหว่างเครื่องมือ เช่น CRM, CDP, Email Marketing, Lead Ads
- มีความสามารถด้าน ETL (Extract, Transform, Load) ช่วยจัดรูปแบบข้อมูลก่อนส่งไปยังระบบปลายทาง
- ใช้งานง่ายผ่าน Interface แบบ Low Code/No Code ทำให้ทีม Marketing สามารถใช้งานได้เอง
- ตัวอย่างเครื่องมือที่นิยม: Zapier, Make.com, Tray.io, n8n สามารถสร้าง Workflow เช่น เมื่อมี Lead ใหม่ ➝ สร้าง Task ให้ทีมขาย + ส่ง Email ขอบคุณทันที
- รองรับ Lead Scoring อัตโนมัติ เช่น เพิ่มคะแนนให้ Lead จากช่องทาง Organic หรือ Lead ที่มีคุณสมบัติตรงกลุ่มเป้าหมาย
Business/Customer Data Visualization Technologies
- เทคโนโลยีในกลุ่มนี้เน้นการแสดงผลข้อมูลเชิงธุรกิจและลูกค้าให้อยู่ในรูปแบบภาพ เช่น กราฟ, ตาราง, Heatmap, Trendline
- ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลซับซ้อนกลายเป็นภาพที่เข้าใจง่าย สื่อสารกับทีมอื่น ๆ ได้ตรงจุด
- สามารถสร้าง Dashboard แบบ Interactive สำหรับติดตาม KPI, Campaign, Funnel และพฤติกรรมลูกค้าแบบ Real-time
- เครื่องมือประเภทนี้รองรับการดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง (Multi-source) เช่น CRM, Google Analytics, Database ภายใน
- กลุ่ม Data Visualization & Dashboards มักรองรับการจัดการ Dimension / Metric และการคำนวณเบื้องต้น เช่น Sum, Avg, Trend
- กลุ่ม Data Preparation ช่วยจัดการข้อมูลดิบ เช่น Cleansing, Deduplication, Aggregation, Transformation ก่อนนำไปสร้าง Dashboard
- ตัวอย่างเครื่องมือในกลุ่มนี้ ได้แก่ Power BI, Tableau, Google Looker Studio, Metabase, Superset
หน้าจอการใช้งาน Tableau Prep

Conversion Rate Optimization / Personalization Marketing
- เทคโนโลยีกลุ่มนี้เน้นการ สร้างประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงกับผู้ใช้แต่ละคน (Personalized Experience) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเกิด Conversion
- สามารถปรับข้อความ รูปภาพ หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์/แอปให้เปลี่ยนตามพฤติกรรม, แหล่งที่มา หรือ Segment ของลูกค้า
- ใช้สำหรับ แสดงสินค้า/บริการที่คาดว่าลูกค้าน่าจะสนใจ (Related / Recommended Items) แบบอัตโนมัติ
- รองรับการสร้างข้อความแบบ Dynamic Content บนหน้าเว็บ, Email, Pop-up หรือ Banner
- มีความสามารถในการทดสอบแบบ A/B Testing หรือ Multivariate Testing เพื่อเลือกเวอร์ชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
- บางแพลตฟอร์มสามารถปรับ Layout / Interface ของหน้าเว็บไซต์ให้แตกต่างกันตามกลุ่มผู้ใช้ เช่น ลูกค้าใหม่ vs ลูกค้าเดิม
- จุดประสงค์หลักคือการ เพิ่ม Conversion Rate, ลด Bounce Rate และสร้าง Brand Loyalty ผ่านประสบการณ์ที่ตรงใจ
Machine-Learning Personalization จาก AWS
ตัวอย่าง การทำ Personalization Marketing คือการใช้ข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น การดูสินค้า การซื้อ หรือการคลิก เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลผ่านระบบแนะนำ (Recommendation Engine) โดยเริ่มจากการเก็บข้อมูล ➝ เทรนโมเดล Machine Learning ➝ สร้างสูตรการแนะนำ ➝ ปรับให้ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ ➝ นำผลลัพธ์ไปใช้จริงในช่องทางต่าง ๆ และสามารถปรับแนะนำตามบริบทผู้ใช้งาน เช่น พิกัดหรืออุปกรณ์ การทำแบบนี้ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ตรงใจมากขึ้น ส่งผลให้ Conversion เพิ่มขึ้น และสร้างความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

📣 Advertising Technology
Advertising Technology หรือ AdTech คือกลุ่มเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนงานโฆษณาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนแคมเปญ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การส่งโฆษณา ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency), ความแม่นยำในการวัดผล (Accuracy) และการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่ม (Targeting)
กลุ่มเทคโนโลยีนี้สามารถแบ่งเป็นหมวดย่อยได้ดังนี้:
- Social Media Advertising
การซื้อโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น Facebook, Instagram, TikTok, LinkedIn โดยใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ - Advertiser Campaign Management
การบริหารจัดการโฆษณา เช่น การส่ง Leads จากฟอร์มโฆษณาไปยัง CRM, การสร้าง Lookalike Audience หรือการนำข้อมูลลูกค้าเดิมจากระบบอื่นไปใช้กับแพลตฟอร์มโฆษณา - Data Management Platform (DMP)
การใช้ข้อมูลจาก Third-party เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ผ่านระบบ DMP ซึ่งช่วยขยาย Reach และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ - Attribution & Analytics Integration
การเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบวิเคราะห์ผล เช่น Google Analytics, Facebook Attribution หรือระบบ Tracking อื่น ๆ เพื่อวัด ROI, Cost per Conversion และ CAC ได้อย่างแม่นยำ - Programmatic Advertising
การซื้อโฆษณาแบบ Real-time Bidding ผ่านระบบ Programmatic ที่ช่วยให้การวางแผนสื่อดิจิทัลมีความแม่นยำ ควบคุมต้นทุน และประมวลผลแบบอัตโนมัติ - Dynamic Creative Optimization (DCO)
การแสดงโฆษณาที่ปรับเปลี่ยนเนื้อหา (ข้อความ/ภาพ) ตามพฤติกรรมของผู้ชมแต่ละราย เพื่อเพิ่มโอกาสในการคลิกหรือ Conversion - Audience Expansion & Retargeting
การขยายกลุ่มเป้าหมายด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือการ Retarget ลูกค้าที่เคยมีพฤติกรรมเชิงบวกต่อแบรนด์ เช่น ดูสินค้า, Add to cart แต่ยังไม่ซื้อ
ทำความรู้จัก DMP, DSP, Programatic, Ad server
https://piwik.pro/blog/dsp-dmp-hybrid

🧭 Visitor Identification Software
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วย ยืนยันตัวตนเบื้องต้นของผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้ไม่ได้ Login หรือแสดงตัวตนใด ๆ โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ทีมการตลาดและฝ่ายขายสามารถ ติดตาม รู้จัก และวิเคราะห์แหล่งที่มาของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ ได้มากขึ้น
สามารถแบ่งฟังก์ชันหลักได้ดังนี้:
- IP-Based Identification
ระบบสามารถตรวจจับ IP address ของผู้เข้าใช้งาน และแปลงเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น เมือง จังหวัด หรือประเทศ เพื่อวิเคราะห์แหล่งที่มาโดยรวมของ Traffic - Company-Level Identification
เทคโนโลยีขั้นสูงบางตัวสามารถนำ IP address มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลของ 3rd party เพื่อระบุได้ว่า ผู้ใช้งานเข้ามาจาก องค์กร บริษัท หรือสถาบันการศึกษาใด - ใช้คู่กับระบบ CRM หรือ Sales Funnel
ข้อมูลจาก Visitor Identification สามารถส่งต่อไปยังทีมขายเพื่อใช้ประกอบการ Follow-up, Lead Scoring หรือการวางกลยุทธ์เชิงรุกแบบ B2B ได้อย่างแม่นยำ
🔍 3rd Party Data Enrichment Tools (เช่น Leadfeeder)
หนึ่งในเครื่องมือที่นิยมในกลุ่มนี้คือ Leadfeeder ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่า
ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ระบุตัวตน (Anonymous User) มาจากองค์กรใด และเข้าใช้งานเว็บไซต์เราผ่านหน้าใด
- Leadfeeder สามารถ เชื่อมต่อกับ Google Analytics และระบบ CRM เพื่อวิเคราะห์ว่าใครคือผู้ที่ “มีความน่าจะเป็น” ว่าจะเป็นลูกค้าเป้าหมาย
- เหมาะสำหรับธุรกิจ B2B ที่ต้องการรู้ว่าใครกำลังสนใจบริการของเรา แม้ยังไม่มีการกรอกแบบฟอร์มหรือสร้าง Leads
- รองรับการสร้าง Report, Notification และ Integration กับ Sales Tools เช่น HubSpot, Pipedrive หรือ Slack
3rd Parties Data Enrichment Tools ชื่อ leadfeeder ทำให้รู้ว่า Anonymous User ที่เข้ามาwebเรามาจากไหน อยู่องค์กรอะไร
🤝 Affiliate Marketing & Performance-based Advertising
เทคโนโลยีในกลุ่มนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำการตลาดแบบช่วยขาย (Affiliate Marketing) ซึ่งเจ้าของสินค้า/บริการจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยขายตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น จำนวนยอดขาย, จำนวน Leads หรือจำนวนการคลิก โดยระบบจะใช้ลิงก์เฉพาะบุคคล (Affiliate Link) เพื่อติดตามและระบุได้ว่า Conversion นั้นเกิดจากผู้ช่วยขายรายใด
รูปแบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการ ขยายช่องทางการขายโดยไม่ต้องลงทุนล่วงหน้าในค่าโฆษณาเต็มจำนวน แต่จ่ายเมื่อเกิดผลลัพธ์เท่านั้น (Pay-per-performance)
ตัวอย่างฟีเจอร์ของระบบ Affiliate/Performance-based Tools:
- Affiliate Link Generator
ระบบจะสร้างลิงก์เฉพาะสำหรับผู้ช่วยขายแต่ละราย เพื่อให้สามารถติดตามการคลิกและยอดขายได้แบบแยกรายบุคคล - Conversion Tracking
ระบบสามารถตรวจจับและบันทึกข้อมูลการสั่งซื้อหรือกรอกฟอร์มที่เกิดจากลิงก์ของ Affiliate อย่างแม่นยำ - Commission Management
สามารถตั้งค่าค่าตอบแทนเป็นแบบ % ของยอดขาย หรือเป็นคงที่ (Fixed rate) พร้อมระบบคำนวณและจ่ายค่าคอมมิชชันอัตโนมัติ - Dashboard สำหรับผู้ช่วยขาย (Affiliate Dashboard)
ให้ผู้ช่วยขายสามารถดูสถิติของตนเองได้ เช่น จำนวนคลิก, ยอดขาย, รายได้ที่ได้รับ - Multi-channel Tracking
รองรับการโปรโมตผ่านช่องทางหลากหลาย เช่น Blog, Website ส่วนตัว, Facebook, Instagram หรือ YouTube
ตัวอย่างกลไกการ Tracking Affiliated ของ Dave Chaffey E-commerce Management book
✍️ Content Marketing Tools
เทคโนโลยีในกลุ่ม Content Marketing Tools ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถ สร้าง จัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหา (Content) ได้อย่างมีระบบ ครอบคลุมทั้งด้านการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ ๆ การมีส่วนร่วมจากผู้ใช้งาน และการสำรวจแนวโน้มเนื้อหาที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
สามารถแบ่งประเภทการใช้งานย่อยได้ดังนี้:
- Content Creation
เครื่องมือที่ช่วยให้สร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น เช่น การสร้าง Quiz, Poll, แบบทดสอบ, หรือ Infographic แบบสำเร็จรูป เพื่อดึงดูดความสนใจและเพิ่ม Engagement - User-Generated Content (UGC)
ระบบที่ช่วยกระตุ้นหรือรวบรวมเนื้อหาที่มาจากผู้ใช้งานจริง เช่น การรีวิวสินค้า, การให้คะแนน (Rating Score), หรือการสร้าง Community เพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น - Form Builder
เครื่องมือที่ช่วยสร้างฟอร์มสำหรับการเก็บข้อมูล เช่น แบบสอบถาม, แบบสำรวจ, Feedback Form หรือ Lead Form ซึ่งสามารถฝังในเว็บไซต์หรือแชร์ผ่าน Social Media ได้ง่าย - Content Research Tool
เครื่องมือ Content research tool ที่ใช้ค้นหาไอเดียใหม่ ๆ ในการเขียนคอนเทนต์ เช่น หัวข้อที่กำลังเป็นเทรนด์, คำค้นหายอดนิยม, หรือวิเคราะห์คู่แข่งในธุรกิจเดียวกันว่าเขากำลังผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด
🔍 SEO Tools
SEO tool คือชุดเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Search Marketing ทั้งในส่วนของ การซื้อโฆษณาผ่าน Search Engine (เช่น Google Ads) และการทำอันดับแบบไม่เสียค่าโฆษณา (Organic Search หรือ SEO) โดยเครื่องมือกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยวิเคราะห์เว็บไซต์ ตรวจสอบจุดที่ควรปรับปรุง และติดตามผลการค้นหาที่เกิดจากคีย์เวิร์ดต่าง ๆ
หมวดย่อยของ SEO Tools ที่สำคัญ ได้แก่:
- Website Audit / Health Check
ช่วยตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ, ความถูกต้องของ Internal Link, การใช้งาน Meta Tags และการตั้งค่าทางเทคนิคอื่น ๆ ที่มีผลต่อ SEO - Google Indexation / XML Sitemap
เครื่องมือที่ตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเราแต่ละหน้าถูก Google Index หรือไม่ พร้อมจัดการ Sitemap และตรวจสอบลำดับความสำคัญของหน้าต่าง ๆ ที่ควรถูกค้นพบ - Keyword Analysis
ใช้สำหรับวิเคราะห์และติดตาม Keyword สำคัญ ทั้งด้านอันดับ (Ranking), จำนวนคลิก (Click), จำนวนการแสดงผล (Impression) และการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง - Off-page / Backlink Monitoring
ตรวจสอบจำนวนและคุณภาพของ Backlink ที่เชื่อมโยงกลับมายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ (Domain Authority) และอันดับการค้นหา
ตัวอย่างการ scan website เราด้วย GTmetrix โดยเค้าสามารถlist Factor ต่างๆที่ทำให้หน้าเว็บเรา load ช้าออกมาเป็นส่วนๆ
📱 Social Media Marketing
Social Media Marketing Tools คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถ บริหารจัดการช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดเวลามากขึ้น โดยสามารถวางแผนคอนเทนต์ สร้างแคมเปญเชิงกลยุทธ์ รวมถึงติดตามผลและเก็บข้อมูลจากการมีส่วนร่วมของลูกค้าบนโซเชียลต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร
หมวดหมู่ย่อยของ Social Media Marketing Tools มีดังนี้:
- Social Media Channels Management
เครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการบัญชีโซเชียลทั้งหมดในที่เดียว เช่น การวาง Content Schedule ล่วงหน้า, การจัดสรรงานคอนเทนต์ภายในทีม, และการตอบลูกค้าผ่านระบบ Chat หรือ Inbox แบบรวมศูนย์ - Social Campaign Management
ระบบที่ช่วยสร้างและจัดการแคมเปญแบบมีส่วนร่วม เช่น Hashtag Campaign, Mention Campaign โดยสามารถดึง Feed จาก Twitter, Instagram หรือ TikTok มาแสดงผลและคัดกรองเนื้อหาก่อนเผยแพร่ - Influencer Marketing Platforms
เทคโนโลยีสำหรับค้นหาและจัดการ Influencer เช่น การค้นหาผ่าน Marketplace, การ Import รายชื่อ Influencer เข้าไปจัดการในระบบ, การติดตาม Performance หรือการจัดเก็บ Profile รายบุคคลแบบดิจิทัล - Social Media Monitoring & Listening
เครื่องมือที่ช่วยติดตามสิ่งที่ผู้คนพูดถึงแบรนด์บนโลกออนไลน์ (ทั้งเชิงบวกและลบ) เพื่อจัดการ Crisis, เก็บ Insight, พัฒนาสินค้า และสร้าง Engagement กับลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง
การจัด Post schedule ด้วย Zoho Social
CRM, CDP, Marketing Automation
เครื่องมือ Customer Relationship Management (CRM) คือระบบที่ใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดการงานขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เริ่มตั้งแต่การดึงกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า (กลุ่ม Potential) เข้ามาในกระบวนการขาย (Sales Pipeline) ไปจนถึงการสร้างโอกาสในการขาย (Opportunity) และปิดดีล (Won Deal) ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
ในขณะที่ Marketing Automation คือเครื่องมือที่มุ่งเน้นการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าตลอดทั้ง Customer Funnel ตั้งแต่ช่วงแรกที่ลูกค้าเข้ามาในระบบ ไปจนถึงการกลายเป็นลูกค้า และสื่อสารต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ (Retention & Loyalty) โดยระบบจะสื่อสารแบบอัตโนมัติตาม Flow ที่วางไว้ล่วงหน้า ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Email, SMS, Push Notification, และ Ads Remarketing
แม้ทั้งสองระบบจะมีบทบาทต่างกัน แต่ในหลายองค์กร CRM และ Marketing Automation มักจะใช้งานควบคู่กัน และบางฟีเจอร์อาจมีความทับซ้อนกันอยู่บ้าง จึงสามารถจัดอยู่ในหมวดเดียวกันเพื่อสะดวกในการบริหารจัดการระบบ Martech
ฟังก์ชันหลักที่ใช้บ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่:
- Lead & Deal Management (CRM)
ช่วยติดตามลูกค้าแต่ละรายตั้งแต่เป็น Lead ไปจนถึงปิดการขาย พร้อมวัดประสิทธิภาพทีมขายและ Pipeline - Segmentation & Scoring (Automation)
แบ่งกลุ่มลูกค้าอัตโนมัติตามพฤติกรรม เช่น เปิดอีเมล, คลิกโฆษณา, เยี่ยมชมหน้าเว็บ และให้คะแนนความสนใจแต่ละราย - Automated Workflow
สร้าง Flow การสื่อสารแบบอัตโนมัติ เช่น เมื่อมี Lead ใหม่ ➝ ส่ง Email ขอบคุณ ➝ รอ 2 วัน ➝ ส่ง Offer ➝ แจ้งเตือนทีมขายถ้าเปิดอีเมล - Multi-channel Campaigns
สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้หลายช่องทางพร้อมกัน เช่น Email, SMS, Facebook Ads, LINE OA หรือ Mobile Push - Activity Tracking & Personalization
ติดตามทุกกิจกรรมของลูกค้าเพื่อส่งข้อความที่ตรงกับความสนใจแบบเฉพาะเจาะจง เช่น สินค้าที่เคยดูแต่ยังไม่ได้ซื้อ
สำหรับเครื่องมือ CRM และ Marketing Automation ที่แนะนำให้ไปศึกษาได้แก่ Sendinblue, Wisible, Hubspot, R-CRM, Saleforce CRM

ส่วน CDP หรือ Customer Data Platform
เครื่องมือ Martech ที่มาแรง ด้วยแนวคิดที่ว่าปัจจุบัน เรามี Data Sources อยู่หลากหลายช่องทาง แต่ละที่ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าอยู่ ถ้าเราสามารถ Console หรือ Integrate ข้อมูลจากทุกแหล่งได้ ก็น่าจะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ลึกและละเอียดขึ้น ทำให้ CDP คือ หมวดหมู่ Martech ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก
โดยความสามารถของ CDP ที่แตกต่าง หรือคล้ายคลึงกับ Technology อื่นๆได้แก่
• ความสามารถด้านเก็บข้อมูลหรือ Data Collection (คล้ายกันกับ Enterprise Data Warehouse)
• ความสามารถด้านรวมข้อมูลมาประกอบเป็นโปรไฟล์ หรือ Profile Unification (คล้ายกันกับ Personalization Engine)
• ความสามารถด้านจัดกลุ่มลูกค้าหรือ Segmentation (คล้ายกันกับระบบ CRM)
• สามารถควบคุม Platform ได้ด้วย Marketer (คล้ายกันกับระบบ DMP)
สำหรับเครื่องมือ CDP ที่แนะนำให้ไปศึกษาได้แก่ Treasure Data, Tealium, GROWTH.ai
☁️ Marketing Cloud Suites
Marketing Cloud Suites คือเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาในรูปแบบ “แพ็คเกจรวม” โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการงานการตลาดดิจิทัลได้อย่างครบวงจรในระบบเดียว โดยแต่ละชุดจะถูกออกแบบให้มีโมดูลหรือฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการขององค์กร โดยไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งหมดในคราวเดียว
แต่ละค่ายจะมีวิธีการแบ่งโมดูลที่ต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว Marketing Cloud Suites มักประกอบด้วยโมดูลหลัก ๆ เหล่านี้:
- Marketing Automation Module
ระบบที่ช่วยบริหารแคมเปญอัตโนมัติแบบ Omnichannel ทั้ง Email, SMS, Push, Ads - Customer Data Platform (CDP) / Customer Database Module
รวมศูนย์ข้อมูลลูกค้าทุกช่องทางไว้ที่เดียว เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบ 360 องศา - Analytics & Intelligence Module
ใช้สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, วัดผลแคมเปญ และช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้วย AI/ML - Content Management / Content Creation Module
ระบบช่วยสร้าง จัดการ และเผยแพร่คอนเทนต์แบบ Dynamic เพื่อรองรับ Personalization - Integration & API Layer
สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมในองค์กร เช่น ERP, CRM, POS ได้ง่ายและปลอดภัย
ตัวอย่างบริษัทที่มี Marketing Cloud Suites ระดับโลก ได้แก่:
- Pam – Martech จากประเทศไทย ที่พัฒนาโดยทีมคนไทยเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจไทยโดยเฉพาะ
- Salesforce Marketing Cloud
- Adobe Experience Cloud
- IBM Watson Marketing Cloud
- HubSpot Marketing Hub
- Sitecore Experience Cloud

ติดต่อขอรับคำปรึกษาด้านการใช้ AI กับ MarTech
- ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวาง Technology Roadmap
- การเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่สุด
- การวาง Data Foundation ให้รองรับสเกลของธุรกิจ
- การ Implement Platform อย่างมีระบบ
- การทำ Change Management และการติดตามการ Adoption
- ควบคุมการบริหารโครงการด้วยผู้มีประสบการณ์ตรง
Email : [email protected]
ติดตาม Marketing Tech Thailand ใน Social Media ได้ที่
🔥 Facbook Page : Marketing Tech Thailand
🔥 Facebook Group : Marketing Tech Thailand – Group
📺 Youtube : Marketing Tech Thailand
🌎 Linkedin Group (Global Community) : Marketing Tech Community in Thailand
