คำแนะนำด้าน Digital สำหรับแต่ละอาชีพ, สายงาน ในปี 2025

โดย จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ (ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยในปี 2025)

ทักษะการตลาด Digital ที่เหมาะสำหรับ 6 อาชีพ ได้แก่

👉 ค้าขายบน Marketplace (เช่น TikTok Shop, Shopee, Lazada)
👉 ค้าขายบนโซเชียลมีเดีย (Instagram, Facebook, LINE)
👉 ค้าขายหน้าร้าน/ตลาดนัด (ช่องทางออฟไลน์)
👉 พนักงานประจำสายบริหารโปรเจ็กต์/ผลิตภัณฑ์ (Product Owner, Project Manager)
👉 พนักงานประจำสายครีเอทีฟ/ออกแบบ (Creative, Designer)
👉 นักศึกษาและผู้จบใหม่

คำแนะนำสำหรับแต่ละกลุ่มอาชีพ/สายงานในปี 2025 มีดังนี้

📌 ค้าขายบน Marketplace (เช่น TikTok Shop, Shopee, Lazada)

⚽️ แข่งขันบนแพลตฟอร์ม & เก็บฐานลูกค้าเอง: ใน Marketplace ที่เน้นการค้นหาอย่าง Shopee/Lazada อาจต้องยอมแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันเพื่อให้สินค้าของเราถูกมองเห็นในหน้าผลลัพธ์การค้นหา. ส่วนบนแพลตฟอร์มมาแรงอย่าง TikTok Shop ที่ลูกค้าเห็นสินค้าผ่านฟีดวิดีโอ คอนเทนต์ที่น่าสนใจคือกุญแจสำคัญในการให้สินค้าเราปรากฏบนหน้าฟีด. หลังจากลูกค้าสั่งซื้อแล้ว ไม่ว่าจากช่องทางใด ควรพยายามดึงลูกค้าเหล่านั้นออกมาเป็นฐานข้อมูลของตัวเอง (first-party data) โดยไม่พึ่งแพลตฟอร์มกลางในระยะยาว.

ตัวอย่าง: เสนอให้ลูกค้าที่สั่งสินค้า สแกน QR Code เพื่อกรอกฟอร์มลงทะเบียนรับประกันสินค้าหลังการขายเพิ่มเติม จากนั้นเก็บข้อมูลเข้าระบบของเราเอง (เช่น Google Forms/Sheets หรือระบบ CRM ที่มี) เพื่อสร้างฐานลูกค้าตรงไว้สื่อสารภายหลัง จาก https://birthnote.co/loyalty-qr-serial-receipt-scanning/



⚽️ ปรับตัวกับ TikTok Shop ที่ครบจบในแอปเดียว: TikTok ได้ก้าวเข้าสู่วงการอีคอมเมิร์ซเต็มตัวด้วยการเปิดตัว TikTok Shop ที่ให้ผู้ใช้เลือกชมและสั่งซื้อสินค้าได้ครบจบภายในแอปทันที โดยไม่ต้องสลับไปแพลตฟอร์มอื่น ผู้ขายควรปรับกลยุทธ์โดยเน้นการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจบนฟีด TikTok พร้อมทั้งใช้ฟีเจอร์ Product Links และ Live Shopping ให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ชมดูรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าแบบเรียลไทม์ได้ทันทีในระหว่างรับชมคอนเทนต์ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น

⚽️ บันทึกข้อมูลการซื้อเพื่อทำการตลาดต่อ: เมื่อเริ่มสะสมข้อมูลลูกค้าแล้ว นอกจากข้อมูลพื้นฐานอย่างชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ควรเก็บข้อมูลการทำธุรกรรม (Transactional Data) ของลูกค้าแต่ละรายไว้ด้วย เช่น สินค้าที่ซื้อ, ยอดใช้จ่าย, หมวดหมู่สินค้าที่สนใจ. ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและนำเสนอสินค้าอื่นๆ ที่ตรงใจลูกค้าในอนาคตผ่านช่องทางอย่างอีเมลหรือ LINE (เช่น แนะนำสินค้าเสริมที่เข้ากับสินค้าที่เคยซื้อ) เพื่อเพิ่มยอดขายซ้ำ (repeat purchase)

⚽️ มีเว็บไซต์และโดเมนของตัวเอง: แม้จะขายผ่าน Marketplace เป็นหลัก แต่การมี เว็บไซต์/โดเมนของร้านค้า เองช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นช่องทางสำรองให้ลูกค้าที่ต้องการติดต่อเราตรงๆ สามารถหาเราเจอได้. ควรหมั่นตรวจสอบปริมาณการค้นหาชื่อร้านหรือชื่อแบรนด์ของเราบน Google (Search Volume) เป็นระยะ (เช่น ใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner ใน Google Ads) เพื่อดูว่ามีลูกค้าจดจำแบรนด์และค้นหาเราโดยตรงมากน้อยเพียงใด

google-keyword-planner-historical-data-
การดู Search Volume ด้วย Google Adword

⚽️ ดึงทราฟฟิกเข้าเองด้วย Inbound Marketing: แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Inbound Marketing เพิ่มเติม เช่น การทำคอนเทนต์ให้ความรู้หรือสาระที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เพื่อดึงดูด ทราฟฟิกแบบออร์แกนิก (Organic Traffic) เข้ามาที่ช่องทางของเรามากขึ้น. การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์แล้วกระจายผ่าน SEO, โซเชียลมีเดีย หรือบล็อก จะช่วยให้เราได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เข้ามาอยู่ใน ฐานข้อมูล first-party ของเราเร็วขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งแต่โฆษณาอย่างเดียว

⚽️ ทำหน้า Sell Page และทดลอง Personalization: พิจารณาทำหน้าเว็บขายสินค้ารูปแบบหน้าเดียว (Single Page หรือ Landing Page สำหรับขายของ) ที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการปิดการขายโดยเฉพาะ และลองปรับแต่งเนื้อหาให้ ตรงกับความสนใจเฉพาะบุคคล (Personalization) ในระดับเบื้องต้น. การทดลองปรับข้อความ รูปภาพ หรือโปรโมชั่นให้เหมาะกับเซ็กเมนต์ลูกค้าที่ต่างกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการขาย (Sales Funnel) และลดอัตราการสละรถเข็นหรือออกจากหน้าเว็บกลางคัน (Drop-off) ได้

⚽️ อัปสกิลด้าน SEO: ศึกษาการทำ SEO อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะเน้นขายใน Marketplace เพราะการค้นหาผ่าน Google ก็ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ลูกค้าใช้ค้นหาสินค้าและรีวิว. การมีเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราเองที่ติดอันดับการค้นหา จะช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรงในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังต้องการสินค้า (High Intent). การเตรียมช่องทางออร์แกนิกให้พร้อมอยู่เสมอยังเป็นการกันเหนียวสำหรับสถานการณ์ที่เราอาจลงโฆษณาหรือพึ่งช่องทางอื่นได้น้อยลงชั่วคราว (เช่น กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้คนหันมาอยู่บ้านและค้นหาข้อมูลออนไลน์มากขึ้น)



📌 ค้าขายบนโซเชียลมีเดีย (Instagram, Facebook, LINE)

⚽️ กำหนดตำแหน่งแบรนด์ให้ชัดเจน: บนโซเชียลมีเดีย การ วาง Brand Positioning ที่โดดเด่นเป็นสิ่งสำคัญมาก – ทำไม ลูกค้าถึงควรติดตาม (Follow) เพจ/บัญชีของเรา? และเมื่อเขาติดตามแล้ว อะไร จะทำให้เขาอยากกดไลก์ กดแชร์คอนเทนต์ของเราอย่างสม่ำเสมอ? คุณควรสร้างเอกลักษณ์หรือคุณค่าเฉพาะตัวในการนำเสนอเนื้อหา (เช่น ให้ความรู้, บันเทิง, อินไซท์พิเศษ) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วม (Engage) กับเพจของคุณอย่างต่อเนื่อง

⚽️ ตั้งเป้าให้ชัดในการยิงโฆษณา: ก่อนลงโฆษณาบน Facebook/Instagram ควรกำหนด Objective ให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ชมทำอะไรต่อ (เช่น ทักแชท, กดลิงก์, ซื้อของ). จากนั้นเลือกประเภทโฆษณาและการปรับแต่งให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น. ตัวอย่าง: ถ้าต้องการให้คน Add LINE Official Account ของร้าน ให้ใช้โฆษณาประเภทที่คลิกแล้วเพิ่มเพื่อน LINE ได้ทันที และควรใช้ Bitly หรือเครื่องมือย่อลิงก์ในการครอบลิงก์ เพิ่มเพื่อน LINE เพื่อให้เราสามารถติดตามจำนวนคลิก/จำนวนคนที่เพิ่มเพื่อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น (ผ่านการดูสถิติของ Bitly)

⚽️ ลองใช้แชทบ็อตตอบลูกค้า: แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Chatbot และระบบตอบข้อความอัตโนมัติไว้บ้าง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการตอบคำถามซ้ำๆ และเพิ่มความรวดเร็วในการบริการลูกค้า. ปัจจุบันมีเครื่องมือสร้างแชทบ็อตที่ใช้ง่าย (เช่น ManyChat สำหรับ Facebook Messenger หรือ LINE Chatbot ผ่าน LINE OA) และยังสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ได้ด้วย. คุณอาจลองสร้างบ็อตพื้นฐานเพื่อเรียนรู้การตั้งค่า Trigger คำถาม/คำตอบต่างๆ และทำความเข้าใจแนวคิด Conversation Marketing – การตลาดผ่านการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้า – ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญ. (เดี๋ยวนี้ถึงขั้นมีการเริ่มนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง ChatGPT มาใช้ตอบแชทลูกค้าเพื่อให้ตอบได้หลากหลายเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย)

⚽️ ทำ Marketing Automation แบบไม่ต้องเขียนโค้ด: ศึกษาเรื่อง Marketing Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดของคุณโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง. เริ่มจากลองฝึก วาดแผนภาพโฟลว์ (Flowchart) ของการสื่อสารหรือแคมเปญง่ายๆ (เช่น เมื่อผู้ใช้กรอกฟอร์ม > ส่งอีเมลต้อนรับ > รอสองวัน > ส่งคูปองส่วนลด) จากนั้นใช้เครื่องมือ MarTech ฟรีหรือราคาถูกที่มีอยู่ เช่น Zapier, Make.com (Integromat เดิม) หรือระบบ Email Marketing อย่าง Sendinblue (ปัจจุบันชื่อ Brevo) เพื่อตั้งค่า Workflow อัตโนมัติตามโฟลว์ที่ออกแบบไว้. เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณเชื่อมต่อบริการต่างๆ (เช่น แบบฟอร์มบนเว็บ เชื่อมกับ Google Sheets หรือส่งเข้าอีเมล) ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง

⚽️ มีเว็บไซต์และโดเมนของตัวเอง: ในกรณีที่คุณขายของบนโซเชียลแล้วมีสินค้าที่คนชื่นชอบมาก การมี เว็บไซต์หลักของร้าน พร้อมชื่อโดเมนของตัวเองจะช่วยให้ลูกค้าที่อยากติดตามหรือสั่งซื้อซ้ำสามารถค้นหาเจอคุณได้ง่ายขึ้นโดยตรง. บ่อยครั้งลูกค้าอาจไปค้นชื่อร้านของคุณบน Google แทนการเลื่อนหาบัญชีในโซเชียล การมีเว็บไซต์ที่ปรากฏบนผลการค้นหาจะช่วยไม่ให้คุณพลาดลูกค้ากลุ่มนี้. (ควรหมั่นตรวจสอบ Search Volume ของชื่อร้าน/แบรนด์ของคุณเช่นกัน เพื่อดูเทรนด์การค้นหาและความแข็งแรงของแบรนด์ออนไลน์ของคุณ)

⚽️ ทำหน้า Sale Page และปรับปรุง Conversion Funnel: แม้ขายผ่านโซเชียล คุณอาจทำ หน้าเว็บขายสินค้าแบบหน้าเดียว (Sales Page) ควบคู่ไปด้วย เพื่อใช้ปิดการขายกลุ่มลูกค้าที่มาจากโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น. หน้า Sale Page นี้ควรโหลดเร็ว รองรับมือถือ และมีข้อมูล+รีวิวครบเพื่อให้คนตัดสินใจซื้อได้ทันที. จากนั้นคุณสามารถลอง ปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกลุ่ม (Personalization) เช่น แยกหน้าสินค้าเป็นเวอร์ชันต่างๆ ตามกลุ่มโฆษณาที่ยิงไป แล้ววัดว่ากลุ่มไหนซื้อเยอะสุด. การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณค้นพบปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าซื้อหรือไม่ซื้อ (Drop-off/Conversion Factors) เพื่อจะได้ปรับปรุงขั้นตอนการขายต่อไปได้ตรงจุด

⚽️ เรียนรู้ SEO และคอนเทนต์ระยะยาว: แม้ช่องทางหลักจะเป็นโซเชียล แต่อย่าลืมลงทุนกับ SEO และการสร้างคอนเทนต์บนช่องทางของตัวเองควบคู่กันไป. ตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากคุณมีเว็บไซต์หรือบล็อก ลองเขียนบทความที่ตอบคำถามหรือให้ความรู้ที่เกี่ยวกับสินค้า/ธุรกิจของคุณ เพื่อดึงคนจาก Google เข้ามาเป็นผู้ติดตามในระยะยาว. การมีทราฟฟิกออร์แกนิกเป็นของตัวเองช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มโซเชียล (ที่กฎเปลี่ยนบ่อย) และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณ

⚽️ วิเคราะห์จุดขายของสินค้า: ทบทวน จุดขาย (USP) ของสินค้าคุณให้ชัดเจน โดยเฉพาะหากคุณรับสินค้าคนอื่นมาขาย (Reseller). คุณจะสู้คู่แข่งด้วยอะไร? เช่น เป็นตัวแทนจำหน่ายเจ้าเดียวในไทย? สต็อกของไว้เยอะเลยตั้งราคาได้ถูกกว่า? หรือมีบริการหลังการขายที่ดีกว่า? พยายามหาจุดที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อจากคุณแทนที่จะไปซื้อจากร้านอื่น. นอกจากนี้ ประเมินด้วยว่าคู่แข่งรายใหม่จะกระโดดเข้ามาแชร์ตลาดของคุณได้ง่ายหรือยากเพียงใด ปัจจัยนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Barrier to Entry – ถ้าสินค้าคุณใครๆ ก็ขายตามได้ง่าย ก็ควรวางแผนสร้างความแตกต่างหรือความภักดีของลูกค้าไว้รองรับด้วย

⚽️ สร้างเรื่องราวและคุณค่าให้แบรนด์: ในกรณีที่คุณผลิตสินค้าของตัวเอง (มีแบรนด์ของตัวเอง) ให้เน้นการสร้าง Storytelling และคุณค่าทางอารมณ์ที่ส่งมอบให้ลูกค้า. สินค้าที่มีเรื่องราวจะเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ซื้อได้ดีกว่า ทำให้เขามองเห็น มูลค่าเพิ่ม นอกเหนือจากตัวสินค้า. ตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าอาจบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังลวดลายผ้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้สนับสนุนและยอมจ่ายแพงขึ้นได้


📌 ค้าขายหน้าร้าน/ตลาดนัด (ช่องทางออฟไลน์)

⚽️ ขายหน้าร้านควบคู่ไลฟ์สด: หากคุณขายของตามตลาดนัดหรือเปิดหน้าร้านที่ห้าง ควรหาโอกาสขยายช่องทางขายไปสู่ออนไลน์ควบคู่กันไป แบบเรียลไทม์ เช่น ตั้งโทรศัพท์ไลฟ์สดขายสินค้าผ่าน Facebook Live หรือ TikTok Live ไปพร้อมกับที่นั่งขายหน้าร้านจริงๆ. วิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าร้าน เพิ่มยอดขายได้อีกทาง. (ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ขึ้นดอยไปหมู่บ้านชาวม้ง พบว่าสาวม้งที่เฝ้าร้านขายของที่ระลึกซึ่งวันนั้นแทบไม่มีนักท่องเที่ยว ก็ยังนั่ง ไลฟ์สดขายของบนเพจ Facebook มีลูกค้าออนไลน์ CF สินค้าเข้ามาเรื่อยๆ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัว)

⚽️ ชวนลูกค้าออฟไลน์มาติดตามออนไลน์: ระหว่างที่ขายของหน้าร้าน ให้ลองเชิญชวนลูกค้าที่มาอุดหนุนให้ ติดตามช่องทางออนไลน์ของร้าน เพื่อรักษาความสัมพันธ์หลังการขาย. เช่น เสนอส่วนลดทันที 5-10% ให้ลูกค้าที่กำลังจะจ่ายเงิน หากเขาหยิบมือถือมากดเพิ่มเพื่อน LINE OA ของร้านเราต่อหน้า, หรือสแกน QR Code เพจ Facebook ของร้านเราเพื่อกดไลก์/ติดตาม. วิธีนี้จะช่วยเพิ่มฐานผู้ติดตามของเราทีละเล็กละน้อย และเปิดช่องทางให้เราส่งโปรโมชันหรือข่าวสารไปหาลูกค้าเหล่านี้ได้ในอนาคต

⚽️ เก็บข้อมูลลูกค้าหน้าร้านเข้าฐานข้อมูล: พยายามกวาดเอาข้อมูลลูกค้าที่แวะเวียนมาซื้อของหน้าร้านเข้าสู่ Database ของตัวเอง ให้ได้บ้าง. นอกจากวิธีให้กดติดตามโซเชียลข้างต้น คุณอาจเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น สมัครสมาชิกฟรีเพื่อสะสมแต้ม, ลงทะเบียนรับประกันสินค้า, หรือรับข่าวสารโปรโมชั่นทางอีเมล. ตั้งโต๊ะเล็กๆ พร้อม QR Code สำหรับลงทะเบียน ไว้ที่ร้าน ลูกค้าที่สนใจสามารถสแกนและกรอกฟอร์มเองสะดวกๆ ข้อมูลที่ได้ก็ส่งเข้าระบบเก็บไว้ทำ CRM ต่อไป

⚽️ จริงจังกับ Google My Business: แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง Google My Business (ปัจจุบันคือ Google Business Profile) และลงมือปรับปรุงโปรไฟล์ธุรกิจของคุณให้มืออาชีพที่สุด. ไม่ว่าจะเป็นการใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน (ที่อยู่ เบอร์โทร หมวดหมู่ธุรกิจ เว็บไซต์ ฯลฯ), อัปเดตรูปภาพและข่าวสารของร้านเป็นประจำ, รวมถึงเชิญชวนลูกค้าที่พึงพอใจมาเขียนรีวิวให้คะแนน. เทคนิคนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจคุณดูโดดเด่นเมื่อค้นหาเจอบน Google Maps และยังเพิ่ม โอกาสปรากฏในการค้นหาเชิงพื้นที่ (Local Search) มากขึ้นด้วย เนื่องจากร้านที่รีวิวดีและข้อมูลครบ มักได้แสดงเด่นบนหน้าแผนที่ของ Google

⚽️ เข้าถึงลูกค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มบ้านเขา: หากสินค้าของคุณเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น เคยขายของที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ กลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวจีน ก็ควรหาวิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ผ่าน โซเชียลมีเดียของประเทศเขา ด้วย. ตัวอย่างเช่น ทำคอนเทนต์ภาษาจีนโปรโมทสินค้าลง Weibo หรือ 小红书 (Xiaohongshu) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจีนที่วางแผนเที่ยวต่างประเทศ. หรือถ้ากลุ่มลูกค้าเป็นชาวอเมริกัน/ยุโรป อาจลองศึกษาการลงขายใน eBay, Etsy หรือลงโฆษณาบน Google ที่เจาะประเทศเหล่านั้นเพิ่มเติม. การปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้อยู่แล้วจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าของคุณถูกพบเห็นและสั่งซื้อได้มากขึ้น


📌 พนักงานประจำสายบริหารโปรเจ็กต์/ผลิตภัณฑ์ (Product Owner, Project Manager)

⚽️ พัฒนาทักษะด้านข้อมูล (Data Skills): ในโลกธุรกิจปี 2025 ข้อมูล (Data) คือหัวใจสำคัญของการตัดสินใจ. ผู้จัดการโครงการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ควรเสริมความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การทำ Data Visualization (สร้างแผนภูมิ/กราฟแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย), การอ่านค่า Insight จากรายงานสถิติต่างๆ, และการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจเลือกปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการทำงาน. การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven Decision Making) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโปรเจ็กต์และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจนยิ่งขึ้น (เช่น เลือกฟีเจอร์ที่จะพัฒนาต่อโดยดูจากข้อมูลการใช้งานของลูกค้าแทนการคาดเดา)

⚽️ เรียนรู้ระบบอัตโนมัติและการเขียนโฟลว์งาน: ในบทบาทบริหาร คุณจะได้ประโยชน์มากหากเข้าใจการทำ Automation เบื้องต้น. ลองฝึก เขียน Flowchart อธิบายขั้นตอนการทำงานของทีม/ระบบดู และทำความเข้าใจแนวคิดการตั้ง Rule/Trigger ในระบบต่างๆ ที่คุณดูแล. นอกจากนี้อาจศึกษาการดึงข้อมูลแบบ Query เบื้องต้น (เช่น SQL พื้นฐาน) เพื่อให้สามารถสื่อสารกับทีม Data ได้รู้เรื่อง. ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสที่จะใช้ระบบอัตโนมัติหรือ เครื่องมือดิจิทัล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมได้ (เช่น ลดขั้นตอนที่ทำซ้ำๆ ด้วยการให้ระบบจัดการเอง เป็นต้น)

ทักษะการออกแบบระบบ Automation
การเขียน Flowchat ขั้นต้น

⚽️ อัปเดตตัวเองด้วยเทคโนโลยีใหม่เสมอ: เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเร็วมาก ในฐานะ Project Manager/Product Owner คุณควรติดตามเทรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน AI/ML (ปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง) ที่เข้ามามีบทบาทในงานหลากหลายด้าน. การรู้ว่าจะนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในโปรเจ็กต์ของคุณอย่างไร (เช่น ใช้ Generative AI ช่วยสร้างไอเดียหรือต้นแบบ, ใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์) จะทำให้คุณสามารถเสนอโซลูชันที่ทันสมัยและเพิ่มมูลค่าให้โครงการได้. ปี 2025 เป็นต้นไป หลายองค์กรมองหาผู้จัดการที่ไม่ได้เก่งแค่บริหารคน แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและนำมาขับเคลื่อนธุรกิจได้ด้วย


📌 พนักงานประจำสายครีเอทีฟ/ออกแบบ (Creative, Designer)

⚽️ ใช้ข้อมูลสนับสนุนงานครีเอทีฟ: ทุกวันนี้หลายองค์กรมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดที่ดีขึ้นมาก ดังนั้นในฐานะ Creative/Designer การนำเสนอผลงานหรือไอเดียควรมี ข้อมูลรองรับ เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ มากกว่าการอ้างอิงแต่ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณส่วนตัว (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความเห็นที่ซับเจคทีฟเกินไป). ตัวอย่าง: หากคุณออกแบบแคมเปญใหม่ แทนที่จะบอกว่า “เคยทำแบบนี้เมื่อปีก่อนแล้วได้ผล” คุณอาจแนบข้อมูลจาก Analytics เช่น “ดีไซน์ A ที่ใช้ภาพคนยิ้ม มี CTR สูงกว่าแบบ B 30%” เพื่อสนับสนุนแนวคิดของคุณ คนฟังจะคล้อยตามได้ง่ายขึ้นและเห็นว่าคุณตัดสินใจโดยอิงข้อมูลจริง

ตัวอย่างการทำ Creative Optimization จาก inmobi.com

⚽️ เรียนรู้การใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงงานออกแบบ: ศึกษาวิธีอ่านค่า Insight จากแพลตฟอร์มต่างๆ (เช่น Facebook Ad Manager, Google Analytics) เพื่อนำมาปรับปรุงงานครีเอทีฟของคุณ. ลองฝึกทำ Report Dashboard ง่ายๆ ดูภาพรวมว่าชิ้นงานไหนเวิร์คไม่เวิร์ค แล้ววิเคราะห์หาสาเหตุ เช่น โฆษณาชุดไหนมี Engagement ต่ำ ก็เจาะดูว่ากลุ่มเป้าหมายตรงไหม, คอนเทนต์น่าสนใจพอหรือไม่. การฝึกมองข้อมูลเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้คุณ ปรับดีไซน์หรือคอนเซปต์งาน ในอนาคตโดยมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน (เช่น เลิกใช้ฟอนต์แบบเดิมเพราะข้อมูลบอกว่าอ่านยากบนมือถือ เป็นต้น) แทนที่จะยึดตามความเคยชินหรือความชอบส่วนตัว

⚽️ ศึกษาการทำงานแบบ Automation ในงานครีเอทีฟ: ทุกวันนี้งานโฆษณาออนไลน์มีการใช้ระบบอัตโนมัติและการปรับเนื้อหาให้เข้ากับบุคคล (Personalization) มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่งานครีเอทีฟ. คุณควรทำความเข้าใจวิธีตั้งค่า Rule/Trigger พื้นฐานในระบบโฆษณาต่างๆ (เช่น การตั้งเงื่อนไขให้สลับ Creative เมื่อ CTR ต่ำกว่าที่กำหนด) หรือรู้จักเครื่องมือทำ Dynamic Creative Optimization (DCO) ที่แพลตฟอร์มโฆษณามีให้. เมื่อเข้าใจหลักการเหล่านี้ คุณจะสามารถ ออกแบบชิ้นงานครีเอทีฟเป็นชุดๆ ที่พร้อมสำหรับการสลับสับเปลี่ยน (เช่น ทำภาพหลายแบบ ข้อความหลายเวอร์ชัน) เพื่อให้ระบบนำไปทดลองผสมหาประสิทธิภาพสูงสุดได้. ยุคนี้งานครีเอทีฟที่ดีไม่ใช่แค่สวยหรือเจ๋ง แต่ต้องรองรับการทดสอบและปรับแต่งอย่างว่องไวด้วย

⚽️ ใช้เครื่องมือ AI ช่วยงานสร้างสรรค์: ปี 2025 ถือเป็นยุคที่เครื่องมือ Generative AI เข้ามามีบทบาทในสายครีเอทีฟอย่างมาก. ในฐานะนักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์ คุณควรลองใช้และเรียนรู้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานของคุณ. ตัวอย่างเช่น ใช้ AI สร้างภาพ (อย่าง DALL-E, Midjourney) เพื่อเรนเดอร์ภาพไอเดียคร่าวๆ ออกมาดูหลายๆ แบบก่อนลงมือทำจริง, หรือใช้ ChatGPT ช่วยระดมไอเดียคำโฆษณา/สโลแกน. การคุ้นเคยกับ AI จะทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้นและปรับตัวเข้ากับกระบวนการทำงานใหม่ๆ ในองค์กรที่นำ AI มาช่วยงานได้อย่างราบรื่น (เช่น ถ้าองค์กรใช้ระบบทำโฆษณาอัตโนมัติ คุณก็พร้อมเตรียมวัตถุดิบกราฟิก/คำโฆษณาให้สอดคล้องกับระบบนั้นได้)

⚽️ แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Automation เพิ่มเช่น การกำหนด Rule, Trigger ต่างๆ, การทำ Personalization วิธีต่างๆ เพื่อจะได้เข้าใจการสร้างCreative Material มาผสมผสาน (Combination) เป็น Experiments ต่างๆ


📌 นักศึกษาและผู้จบใหม่

⚽️ ปูพื้นฐานด้าน Data แต่เนิ่นๆ: นักการตลาดหรือคนทำงานยุคใหม่ต้องไม่กลัวเรื่องข้อมูล – เริ่มฝึก ทักษะด้าน Data ตั้งแต่ยังเรียนจะได้เปรียบมากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน. เบื้องต้นควรรู้วิธีสร้าง กราฟและ Visualization จากข้อมูล (เช่น ใช้ Excel หรือ Google Data Studio ทำกราฟสรุปผลการสำรวจ), เข้าใจหลักการ Data Mining การดึงข้อมูลและทำความสะอาดข้อมูล, ตลอดจนรู้วิธีเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ (เช่น แบบสอบถามออนไลน์, การ Tracking เบื้องต้นในเว็บไซต์). ทักษะเหล่านี้จะติดตัวและเป็นที่ต้องการสูง เพราะทุกแผนกในองค์กรปัจจุบันล้วนขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทั้งสิ้น

⚽️ เรียนรู้เครื่องมือ Marketing Automation: แม้คุณจะยังเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ แต่การมีความรู้พื้นฐานเรื่อง Marketing Automation จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าใครเมื่อต้องสมัครงานสายการตลาดดิจิทัล. ลองฝึกใช้เครื่องมือ Automation ง่ายๆ ที่หาได้ฟรี เช่น การตั้งเวลาส่งอีเมลหรือตอบคอมเมนต์อัตโนมัติบนแพลตฟอร์มโซเชียล, หรือใช้เครื่องมือต่อ API ง่ายๆ อย่าง IFTTT/Zapier เชื่อมโยงการทำงานข้ามแอป (เช่น ให้โพสต์ Facebook ใหม่ถูกแชร์ไป Twitter อัตโนมัติ). การเข้าใจแนวคิดเหล่านี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้ระบบ Martech ซับซ้อนในงานจริงได้ไวขึ้นมาก

⚽️ ตามให้ทันเทรนด์ดิจิทัลใหม่ๆ: นอกจากความรู้ในห้องเรียน อย่าลืม ใฝ่รู้สิ่งใหม่ นอกหลักสูตรอยู่เสมอ โดยเฉพาะเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่คุณสนใจ. ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสนใจงานคอนเทนต์/ครีเอทีฟ ควรลองเล่นกับ แพลตฟอร์มโซเชียลใหม่ๆ (เช่น ทดลองทำคลิปลง TikTok หรือ Reels) เพื่อเข้าใจรูปแบบคอนเทนต์ที่คนชอบ, หรือถ้าสนใจงานสายวิเคราะห์ข้อมูล/ไอที ก็ควรลองใช้เครื่องมือ AI ใหม่ๆ อย่าง ChatGPT, ลองเขียนโค้ด/สคริปต์ง่ายๆ แก้ปัญหาเอง. การเป็นคนพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาจะทำให้คุณปรับตัวเข้าที่ทำงานได้ไว และอาจค้นพบสายงานหรือความถนัดใหม่ของตัวเองที่สร้างมูลค่าได้มากในยุคดิจิทัล

————–!—————

สรุป: โดยภาพรวมแล้ว ทักษะ/ความรู้ (Skillset) ที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการในปี 2025 มีดังนี้:

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Tagging/Tracking: คนที่สามารถติดตั้งและตั้งค่า Tag สำหรับเก็บข้อมูลผู้ใช้บนเว็บไซต์หรือแอปได้อย่างถูกต้อง (เช่น ผ่าน Google Tag Manager หรือเครื่องมือฝั่ง Client/Server อื่นๆ) จะเป็นที่ต้องการมาก เพื่อช่วยให้องค์กร เก็บ Data จากทุกช่องทางได้ครบถ้วน เป็นพื้นฐานของการทำการตลาดยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่อข้อมูล (Data Integration): ทักษะในการ เชื่อมระบบผ่าน API/Webhook ต่างๆ จะเป็นที่ต้องการสูงขึ้น เพราะธุรกิจยุคนี้ใช้ซอฟต์แวร์หลากหลายตัว การรวมศูนย์ข้อมูลจากระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน (เช่น เชื่อมข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์, ระบบ POS หน้าร้าน, แพลตฟอร์มโซเชียล, ฯลฯ) เพื่อให้มองเห็นภาพรวม 360 องศาเป็นเรื่องจำเป็น. คนที่เข้าใจการดึง/ส่งข้อมูลระหว่างระบบ สามารถเซ็ตการเชื่อมต่อหรือใช้งานเครื่องมือ iPaaS (Integration Platform as a Service) ได้ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม

ความรู้เรื่อง Customer Data Platform & Data Privacy: ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่เริ่มลงทุนสร้าง Customer Data Platform (CDP) หรือฐานข้อมูลลูกค้ากลางกันมากขึ้น เพื่อรวมข้อมูลทุกจุดสัมผัสลูกค้าไว้ที่เดียวแล้วนำไปใช้งานต่อ (เช่น ทำ Personalization, วิเคราะห์ Customer Journey). ดังนั้นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบ CDP หรือการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่จะได้เปรียบ. นอกจากนี้ ความรู้ด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA, GDPR) ก็จำเป็น – ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจังในปี 2025 คนทำงานที่รู้วิธีเก็บและใช้งานข้อมูลโดยเคารพ Privacy ของลูกค้าจะเป็นทรัพยากรที่องค์กรไว้ใจ

การประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด: ด้วยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปีที่ผ่านมา ทักษะใหม่ที่กำลังมาแรงคือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI เพื่องานการตลาด ไม่ว่าจะเป็นด้านคอนเทนต์ (เช่น ใช้ AI ช่วยเขียนบทความหรือโพสต์เบื้องต้น), ด้านโฆษณา (ปรับแคมเปญตามคำแนะนำของ Machine Learning), หรือด้านลูกค้าสัมพันธ์ (ใช้ Chatbot อัจฉริยะตอบลูกค้า). ผู้ที่สามารถผสมผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์การตลาดได้อย่างเหมาะสมจะกลายเป็น Marketing Technologist รุ่นใหม่ที่ตลาดต้องการอย่างมาก

————–!—————

เกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัลอื่นๆ ในปี 2025

📌 Line

⚽️  ให้ Broadcast อย่างสม่ำเสมอ คอนเทนท์ไม่จำเป็นต้อง Hard Sale ถ้าลูกค้าสนใจหรืออยู่ใน Consideration Stage แล้วอาจจะกลับมาไล่ Click จาก Rich Menu เอง (ใส่ UTM ใน Link แยกตาม Campaign ด้วยครับ)

การสร้าง สร้าง Rich Menu

⚽️  Line Advertising เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ Performance น่าสนใจมากๆ และเปิดให้ใช้งานได้เองแล้ว ไม่ต้องผ่าน Agency

📌 SEO

⚽️ยังสำคัญอยู่ ถ้าดูจากพฤติกรรมคนที่อยู่บ้านขณะ Lockdown ในปี 2020 ที่มีผลทำให้ Search Demand ทุกๆตลาดสูงขึ้น (ยืนยันได้ทั้งงานประจำที่แอดดูแล และข้อมูลที่ Google Thailandส่งให้) ซึ่งในปีนี้ คนก็ยังน่าจะใช้เวลาอยู่บ้านและค้นหาข้อมูลผ่านทาง Search Engine อยู่ คำแนะนำคือ

⚽️  ทำ Website ให้ผ่าน Core Web Vital ทั้งความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ(Largest Contentful Paint ) การป้องกันการขยับของ element ต่างๆในหน้าเว็บ (Cumulative Layout Shift)

อ่านเรื่อง Page Experience ปัจจัยการจัดอันดับสำคัญของการทำ SEO

⚽️  ต้องรองรับ Mobile Device First เท่านั้น คนไทยทุกวันนี้ 80% เข้า Website ผ่านอุปกรณ์มือถือแล้ว

⚽️  เลือกทำ Content, Keyword ที่สอดคล้องหรือสนับสนุน Brand Character ของตัวเราเท่านั้น การทำหลายๆ Keyword หรือไปเลือก Mass Keyword มาย่อมใช้พลังการทำงาน (Effort) โดย User ที่ Click เข้ามาก็อาจจำ Brand ของเราไม่ได้เช่นกัน

📌 SEM

ลองซื้อ Keyword คู่แข่งไว้บ้าง หรือซื้อ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราแค่ SEO performance ยังไม่ถึง โดยข้อดีของ SEM คือเราเห็น Conversion ระดับ Keywords ซึ่งต่างจาก SEO ที่เราเห็น Conversion จาก Webpage ทำให้เราต้อง Assume หรือมโนเองว่า User เข้ามาจาก Organic Keywords อะไร

* SEM สามารถทะลุไป Placement Youtube ได้ให้ลองซื้อดูครับ

📌  Youtube

ใส่ Voice Over, Subtitle ให้ครบถ้วน ออกแบบ Thumbnail ให้น่าสนใจ (อย่า Clickbait เกินเหตุ)

📌 Native Ad

ด้วยความที่มันวางเนียบๆอยู่กับคอนเทนท์อื่นๆ สามารถลองได้ในกรณีที่เป็นสินค้าที่มี Sale Funnel ที่สั้น สามารถตัดสินใจซื้อโดยใช้ Sale Page ที่น่าสนใจ เช่นอาหารเสริม สินค้าเพื่อสุขภาพ ความงามเป็นต้น

ตัวอย่าง Native Ads

ตัวอย่าง Sale Page

📌 Google My Business

มาแรงมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ Convert ที่ Offline ทุกอย่าง ร้านอาหาร ร้านอะไหล่รถยนต์ และ Google เองก็ดัน GMB พอดู สังเกตได้จากการ Search  บางคำผ่านมือถือ  Google จะดึง GMB มาแสดงก่อน SEO ด้วยซ้ำ

จากภาพการค้นหาคำว่า “คอนโด อ่อนนุช” Google จะดึง GMB มาเป็นผลลัพธ์ต่อจาก SEM

⚽️  คำแนะนำเพิ่มเติม : ดูแลข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน เบอร์โทร, เว็บไซต์, เวลาเปิด-ปิด, รูปภาพ, ความถี่ในการโพสอย่างสม่ำเสมอ, ดูแลเรตติ้ง / คะแนนรีวิว เป็นต้น

ติดต่อขอรับคำปรึกษาด้าน Marketing และ Technology

  • ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวาง Technology Roadmap
  • การเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่สุด
  • การวาง Data Foundation ให้รองรับสเกลของธุรกิจ
  • การ Implement Platform อย่างมีระบบ
  • การทำ Change Management และการติดตามการ Adoption
  • ควบคุมการบริหารโครงการด้วยผู้มีประสบการณ์ตรง
  • รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 2 Projects / เดือน
Email : [email protected]



Similar Posts

  • | | |

    Digital Transformation คืออะไร 4 Steps สำคัญในการ Roadmap องค์กร

    1. Digital Transformation คืออะไร 

    Digital transformation  คือการนำเทคโนโลยี เข้าไปช่วยธุรกิจทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านปฎิบัติการณ์ (operation) ด้านการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า (deliver better customers experience)  การเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานในองค์กร (Corporate culture) การทดลองรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ (Experiment new business model)  เพื่อท้าทายความสำเจ็จเดิมๆ (challenge the status quo) และการยอมรับในความล้มเหลวเพื่อจะเรียนรู้ (Failure culture)

  • | |

    Digitization : from Call centre to Contact Centre 4.0

    {:th}ทำไมเราต้องปรับ Call centre แบบดั้งเดิม สู่ Contact Center 4.0 ?
    – พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ( Customer’s behavior change )
    – User Exprerience คาดหวังการทำงานแบบ Seamless
    – ช่องทางการสื่อสารหลากหลาย ทั้ง Email, Chat, Social media ( Multiple channels engagement)
    – เก็บข้อมูลของลูกค้าได้หลากหลายมิติมากขึ้น ทั้ง Demo-graphic และ Interest (360 customer’s view)- สามารถทำงานได้แบบ Multi task ไม่ต่อรอจบกระบวนการในแต่ละ case ( Asynchronous communication )
    – นำเสนอสินค้า บริการได้ หลากหลายให้เหมาะสมกับ segmentation
    – ความรวดเร็วในการบริการเป็น Key-successful ในยุคนี้
    – ลูกค้ายุคใหม่มีความคาดหวังให้ องค์กรนั้นๆสื่อสารผ่านช่องทางที่ลูกค้าสะดวก (Prefer channel)
    – ใช้ AI technology เข้ามาช่วย Automate และ Routing Case ต่างๆไปหา Agent ได้ง่าย{:}{:en}Reason why we must shift from tradition call centre to Call centre4.0 ?
    – Customer’s behavior was change from exponential technology growth & mobile domination.
    – New User Exprerience mindset form Digital native generation
    – They expect seamless aftersale service
    – Multiple channels engagement such as.. Email, Chat, Social media
    – CRM cloud & Data integration will improve aftersale service
    – Customer data 360 views
    – Multi Tasking skill
    – Rise of AI & Chat bot technology{:}

  • | | |

    ตัวอย่าง Digital Workplace ด้วย Gamification Platform

    1 ใน Key driver ของการทำ digital Transformation คือการสร้างความตื่นรู้ใน Digital Disruption (literacy) และการ Digitisation Working Process โดย
    – การสร้างความตื่นรู้ใน Digital Disruption สามารถสร้างได้โดยการวาง Roadmap การสื่อสารในองค์กร (Internal Communicate) ด้าน Digital Disruption, ด้าน Business Model ใหม่ๆที่เกิดขึ้นจาก Technology
    – การ Digitisation Working Process คือการใช้ Technology, Tool Digital ต่างๆมาลดขั้นตอน / Process การทำงานการขออนุมัติ งานเอกสารต่างๆ
    โดยทั้งการสร้าง Literacy และการ Digitisation Working ต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือมีช่องทางการสื่อสาร(Channel) การวัดผลได้ (Evaluate) การตอบแทนชมเชย ( recognition & reward) การสร้างการมีส่วนร่วม (engagement){:}{:en}1 ใน Key driver ของการทำ digital Transformation คือการสร้างความตื่นรู้ใน Digital Disruption (literacy) และการ Digitisation Working Process โดย
    – การสร้างความตื่นรู้ใน Digital Disruption สามารถสร้างได้โดยการวาง Roadmap การสื่อสารในองค์กร (Internal Communicate) ด้าน Digital Disruption, ด้าน Business Model ใหม่ๆที่เกิดขึ้นจาก Technology
    – การ Digitisation Working Process คือการใช้ Technology, Tool Digital ต่างๆมาลดขั้นตอน / Process การทำงานการขออนุมัติ งานเอกสารต่างๆ
    โดยทั้งการสร้าง Literacy และการ Digitisation Working ต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือมีช่องทางการสื่อสาร(Channel) การวัดผลได้ (Evaluate) การตอบแทนชมเชย ( recognition & reward) การสร้างการมีส่วนร่วม (engagement)