คำแนะนำด้าน Digital สำหรับแต่ละอาชีพ, สายงาน ในปี 2025
โดย จิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ (ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยในปี 2025)
👉 ค้าขายบน Marketplace (เช่น TikTok Shop, Shopee, Lazada)
👉 ค้าขายบนโซเชียลมีเดีย (Instagram, Facebook, LINE)
👉 ค้าขายหน้าร้าน/ตลาดนัด (ช่องทางออฟไลน์)
👉 พนักงานประจำสายบริหารโปรเจ็กต์/ผลิตภัณฑ์ (Product Owner, Project Manager)
👉 พนักงานประจำสายครีเอทีฟ/ออกแบบ (Creative, Designer)
👉 นักศึกษาและผู้จบใหม่
คำแนะนำสำหรับแต่ละกลุ่มอาชีพ/สายงานในปี 2025 มีดังนี้
📌 ค้าขายบน Marketplace (เช่น TikTok Shop, Shopee, Lazada)
⚽️ แข่งขันบนแพลตฟอร์ม & เก็บฐานลูกค้าเอง: ใน Marketplace ที่เน้นการค้นหาอย่าง Shopee/Lazada อาจต้องยอมแข่งขันด้านราคาและโปรโมชันเพื่อให้สินค้าของเราถูกมองเห็นในหน้าผลลัพธ์การค้นหา. ส่วนบนแพลตฟอร์มมาแรงอย่าง TikTok Shop ที่ลูกค้าเห็นสินค้าผ่านฟีดวิดีโอ คอนเทนต์ที่น่าสนใจคือกุญแจสำคัญในการให้สินค้าเราปรากฏบนหน้าฟีด. หลังจากลูกค้าสั่งซื้อแล้ว ไม่ว่าจากช่องทางใด ควรพยายามดึงลูกค้าเหล่านั้นออกมาเป็นฐานข้อมูลของตัวเอง (first-party data) โดยไม่พึ่งแพลตฟอร์มกลางในระยะยาว.

ตัวอย่าง: เสนอให้ลูกค้าที่สั่งสินค้า สแกน QR Code เพื่อกรอกฟอร์มลงทะเบียนรับประกันสินค้าหลังการขายเพิ่มเติม จากนั้นเก็บข้อมูลเข้าระบบของเราเอง (เช่น Google Forms/Sheets หรือระบบ CRM ที่มี) เพื่อสร้างฐานลูกค้าตรงไว้สื่อสารภายหลัง จาก https://birthnote.co/loyalty-qr-serial-receipt-scanning/
⚽️ ปรับตัวกับ TikTok Shop ที่ครบจบในแอปเดียว: TikTok ได้ก้าวเข้าสู่วงการอีคอมเมิร์ซเต็มตัวด้วยการเปิดตัว TikTok Shop ที่ให้ผู้ใช้เลือกชมและสั่งซื้อสินค้าได้ครบจบภายในแอปทันที โดยไม่ต้องสลับไปแพลตฟอร์มอื่น ผู้ขายควรปรับกลยุทธ์โดยเน้นการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่โดดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจบนฟีด TikTok พร้อมทั้งใช้ฟีเจอร์ Product Links และ Live Shopping ให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ชมดูรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าแบบเรียลไทม์ได้ทันทีในระหว่างรับชมคอนเทนต์ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้รวดเร็วขึ้น
⚽️ บันทึกข้อมูลการซื้อเพื่อทำการตลาดต่อ: เมื่อเริ่มสะสมข้อมูลลูกค้าแล้ว นอกจากข้อมูลพื้นฐานอย่างชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ควรเก็บข้อมูลการทำธุรกรรม (Transactional Data) ของลูกค้าแต่ละรายไว้ด้วย เช่น สินค้าที่ซื้อ, ยอดใช้จ่าย, หมวดหมู่สินค้าที่สนใจ. ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและนำเสนอสินค้าอื่นๆ ที่ตรงใจลูกค้าในอนาคตผ่านช่องทางอย่างอีเมลหรือ LINE (เช่น แนะนำสินค้าเสริมที่เข้ากับสินค้าที่เคยซื้อ) เพื่อเพิ่มยอดขายซ้ำ (repeat purchase)

⚽️ มีเว็บไซต์และโดเมนของตัวเอง: แม้จะขายผ่าน Marketplace เป็นหลัก แต่การมี เว็บไซต์/โดเมนของร้านค้า เองช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นช่องทางสำรองให้ลูกค้าที่ต้องการติดต่อเราตรงๆ สามารถหาเราเจอได้. ควรหมั่นตรวจสอบปริมาณการค้นหาชื่อร้านหรือชื่อแบรนด์ของเราบน Google (Search Volume) เป็นระยะ (เช่น ใช้เครื่องมือ Google Keyword Planner ใน Google Ads) เพื่อดูว่ามีลูกค้าจดจำแบรนด์และค้นหาเราโดยตรงมากน้อยเพียงใด

⚽️ ดึงทราฟฟิกเข้าเองด้วย Inbound Marketing: แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Inbound Marketing เพิ่มเติม เช่น การทำคอนเทนต์ให้ความรู้หรือสาระที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เพื่อดึงดูด ทราฟฟิกแบบออร์แกนิก (Organic Traffic) เข้ามาที่ช่องทางของเรามากขึ้น. การสร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์แล้วกระจายผ่าน SEO, โซเชียลมีเดีย หรือบล็อก จะช่วยให้เราได้กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เข้ามาอยู่ใน ฐานข้อมูล first-party ของเราเร็วขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งแต่โฆษณาอย่างเดียว
⚽️ ทำหน้า Sell Page และทดลอง Personalization: พิจารณาทำหน้าเว็บขายสินค้ารูปแบบหน้าเดียว (Single Page หรือ Landing Page สำหรับขายของ) ที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการปิดการขายโดยเฉพาะ และลองปรับแต่งเนื้อหาให้ ตรงกับความสนใจเฉพาะบุคคล (Personalization) ในระดับเบื้องต้น. การทดลองปรับข้อความ รูปภาพ หรือโปรโมชั่นให้เหมาะกับเซ็กเมนต์ลูกค้าที่ต่างกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการขาย (Sales Funnel) และลดอัตราการสละรถเข็นหรือออกจากหน้าเว็บกลางคัน (Drop-off) ได้
⚽️ อัปสกิลด้าน SEO: ศึกษาการทำ SEO อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะเน้นขายใน Marketplace เพราะการค้นหาผ่าน Google ก็ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ลูกค้าใช้ค้นหาสินค้าและรีวิว. การมีเว็บไซต์หรือคอนเทนต์ของเราเองที่ติดอันดับการค้นหา จะช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรงในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังต้องการสินค้า (High Intent). การเตรียมช่องทางออร์แกนิกให้พร้อมอยู่เสมอยังเป็นการกันเหนียวสำหรับสถานการณ์ที่เราอาจลงโฆษณาหรือพึ่งช่องทางอื่นได้น้อยลงชั่วคราว (เช่น กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้คนหันมาอยู่บ้านและค้นหาข้อมูลออนไลน์มากขึ้น)
📌 ค้าขายบนโซเชียลมีเดีย (Instagram, Facebook, LINE)
⚽️ กำหนดตำแหน่งแบรนด์ให้ชัดเจน: บนโซเชียลมีเดีย การ วาง Brand Positioning ที่โดดเด่นเป็นสิ่งสำคัญมาก – ทำไม ลูกค้าถึงควรติดตาม (Follow) เพจ/บัญชีของเรา? และเมื่อเขาติดตามแล้ว อะไร จะทำให้เขาอยากกดไลก์ กดแชร์คอนเทนต์ของเราอย่างสม่ำเสมอ? คุณควรสร้างเอกลักษณ์หรือคุณค่าเฉพาะตัวในการนำเสนอเนื้อหา (เช่น ให้ความรู้, บันเทิง, อินไซท์พิเศษ) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วม (Engage) กับเพจของคุณอย่างต่อเนื่อง
⚽️ ตั้งเป้าให้ชัดในการยิงโฆษณา: ก่อนลงโฆษณาบน Facebook/Instagram ควรกำหนด Objective ให้ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ชมทำอะไรต่อ (เช่น ทักแชท, กดลิงก์, ซื้อของ). จากนั้นเลือกประเภทโฆษณาและการปรับแต่งให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น. ตัวอย่าง: ถ้าต้องการให้คน Add LINE Official Account ของร้าน ให้ใช้โฆษณาประเภทที่คลิกแล้วเพิ่มเพื่อน LINE ได้ทันที และควรใช้ Bitly หรือเครื่องมือย่อลิงก์ในการครอบลิงก์ เพิ่มเพื่อน LINE เพื่อให้เราสามารถติดตามจำนวนคลิก/จำนวนคนที่เพิ่มเพื่อนได้แม่นยำยิ่งขึ้น (ผ่านการดูสถิติของ Bitly)
⚽️ ลองใช้แชทบ็อตตอบลูกค้า: แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Chatbot และระบบตอบข้อความอัตโนมัติไว้บ้าง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระการตอบคำถามซ้ำๆ และเพิ่มความรวดเร็วในการบริการลูกค้า. ปัจจุบันมีเครื่องมือสร้างแชทบ็อตที่ใช้ง่าย (เช่น ManyChat สำหรับ Facebook Messenger หรือ LINE Chatbot ผ่าน LINE OA) และยังสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี AI สมัยใหม่ได้ด้วย. คุณอาจลองสร้างบ็อตพื้นฐานเพื่อเรียนรู้การตั้งค่า Trigger คำถาม/คำตอบต่างๆ และทำความเข้าใจแนวคิด Conversation Marketing – การตลาดผ่านการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้า – ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญ. (เดี๋ยวนี้ถึงขั้นมีการเริ่มนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง ChatGPT มาใช้ตอบแชทลูกค้าเพื่อให้ตอบได้หลากหลายเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย)

⚽️ ทำ Marketing Automation แบบไม่ต้องเขียนโค้ด: ศึกษาเรื่อง Marketing Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดของคุณโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง. เริ่มจากลองฝึก วาดแผนภาพโฟลว์ (Flowchart) ของการสื่อสารหรือแคมเปญง่ายๆ (เช่น เมื่อผู้ใช้กรอกฟอร์ม > ส่งอีเมลต้อนรับ > รอสองวัน > ส่งคูปองส่วนลด) จากนั้นใช้เครื่องมือ MarTech ฟรีหรือราคาถูกที่มีอยู่ เช่น Zapier, Make.com (Integromat เดิม) หรือระบบ Email Marketing อย่าง Sendinblue (ปัจจุบันชื่อ Brevo) เพื่อตั้งค่า Workflow อัตโนมัติตามโฟลว์ที่ออกแบบไว้. เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณเชื่อมต่อบริการต่างๆ (เช่น แบบฟอร์มบนเว็บ เชื่อมกับ Google Sheets หรือส่งเข้าอีเมล) ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง

⚽️ มีเว็บไซต์และโดเมนของตัวเอง: ในกรณีที่คุณขายของบนโซเชียลแล้วมีสินค้าที่คนชื่นชอบมาก การมี เว็บไซต์หลักของร้าน พร้อมชื่อโดเมนของตัวเองจะช่วยให้ลูกค้าที่อยากติดตามหรือสั่งซื้อซ้ำสามารถค้นหาเจอคุณได้ง่ายขึ้นโดยตรง. บ่อยครั้งลูกค้าอาจไปค้นชื่อร้านของคุณบน Google แทนการเลื่อนหาบัญชีในโซเชียล การมีเว็บไซต์ที่ปรากฏบนผลการค้นหาจะช่วยไม่ให้คุณพลาดลูกค้ากลุ่มนี้. (ควรหมั่นตรวจสอบ Search Volume ของชื่อร้าน/แบรนด์ของคุณเช่นกัน เพื่อดูเทรนด์การค้นหาและความแข็งแรงของแบรนด์ออนไลน์ของคุณ)
⚽️ ทำหน้า Sale Page และปรับปรุง Conversion Funnel: แม้ขายผ่านโซเชียล คุณอาจทำ หน้าเว็บขายสินค้าแบบหน้าเดียว (Sales Page) ควบคู่ไปด้วย เพื่อใช้ปิดการขายกลุ่มลูกค้าที่มาจากโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น. หน้า Sale Page นี้ควรโหลดเร็ว รองรับมือถือ และมีข้อมูล+รีวิวครบเพื่อให้คนตัดสินใจซื้อได้ทันที. จากนั้นคุณสามารถลอง ปรับแต่งเนื้อหาให้ตรงกลุ่ม (Personalization) เช่น แยกหน้าสินค้าเป็นเวอร์ชันต่างๆ ตามกลุ่มโฆษณาที่ยิงไป แล้ววัดว่ากลุ่มไหนซื้อเยอะสุด. การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณค้นพบปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าซื้อหรือไม่ซื้อ (Drop-off/Conversion Factors) เพื่อจะได้ปรับปรุงขั้นตอนการขายต่อไปได้ตรงจุด
⚽️ เรียนรู้ SEO และคอนเทนต์ระยะยาว: แม้ช่องทางหลักจะเป็นโซเชียล แต่อย่าลืมลงทุนกับ SEO และการสร้างคอนเทนต์บนช่องทางของตัวเองควบคู่กันไป. ตัวอย่างง่ายๆ เช่น หากคุณมีเว็บไซต์หรือบล็อก ลองเขียนบทความที่ตอบคำถามหรือให้ความรู้ที่เกี่ยวกับสินค้า/ธุรกิจของคุณ เพื่อดึงคนจาก Google เข้ามาเป็นผู้ติดตามในระยะยาว. การมีทราฟฟิกออร์แกนิกเป็นของตัวเองช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มโซเชียล (ที่กฎเปลี่ยนบ่อย) และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณ
⚽️ วิเคราะห์จุดขายของสินค้า: ทบทวน จุดขาย (USP) ของสินค้าคุณให้ชัดเจน โดยเฉพาะหากคุณรับสินค้าคนอื่นมาขาย (Reseller). คุณจะสู้คู่แข่งด้วยอะไร? เช่น เป็นตัวแทนจำหน่ายเจ้าเดียวในไทย? สต็อกของไว้เยอะเลยตั้งราคาได้ถูกกว่า? หรือมีบริการหลังการขายที่ดีกว่า? พยายามหาจุดที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อจากคุณแทนที่จะไปซื้อจากร้านอื่น. นอกจากนี้ ประเมินด้วยว่าคู่แข่งรายใหม่จะกระโดดเข้ามาแชร์ตลาดของคุณได้ง่ายหรือยากเพียงใด ปัจจัยนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Barrier to Entry – ถ้าสินค้าคุณใครๆ ก็ขายตามได้ง่าย ก็ควรวางแผนสร้างความแตกต่างหรือความภักดีของลูกค้าไว้รองรับด้วย
⚽️ สร้างเรื่องราวและคุณค่าให้แบรนด์: ในกรณีที่คุณผลิตสินค้าของตัวเอง (มีแบรนด์ของตัวเอง) ให้เน้นการสร้าง Storytelling และคุณค่าทางอารมณ์ที่ส่งมอบให้ลูกค้า. สินค้าที่มีเรื่องราวจะเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ซื้อได้ดีกว่า ทำให้เขามองเห็น มูลค่าเพิ่ม นอกเหนือจากตัวสินค้า. ตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าอาจบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังลวดลายผ้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้สนับสนุนและยอมจ่ายแพงขึ้นได้
📌 ค้าขายหน้าร้าน/ตลาดนัด (ช่องทางออฟไลน์)
⚽️ ขายหน้าร้านควบคู่ไลฟ์สด: หากคุณขายของตามตลาดนัดหรือเปิดหน้าร้านที่ห้าง ควรหาโอกาสขยายช่องทางขายไปสู่ออนไลน์ควบคู่กันไป แบบเรียลไทม์ เช่น ตั้งโทรศัพท์ไลฟ์สดขายสินค้าผ่าน Facebook Live หรือ TikTok Live ไปพร้อมกับที่นั่งขายหน้าร้านจริงๆ. วิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าร้าน เพิ่มยอดขายได้อีกทาง. (ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ขึ้นดอยไปหมู่บ้านชาวม้ง พบว่าสาวม้งที่เฝ้าร้านขายของที่ระลึกซึ่งวันนั้นแทบไม่มีนักท่องเที่ยว ก็ยังนั่ง ไลฟ์สดขายของบนเพจ Facebook มีลูกค้าออนไลน์ CF สินค้าเข้ามาเรื่อยๆ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการปรับตัว)
⚽️ ชวนลูกค้าออฟไลน์มาติดตามออนไลน์: ระหว่างที่ขายของหน้าร้าน ให้ลองเชิญชวนลูกค้าที่มาอุดหนุนให้ ติดตามช่องทางออนไลน์ของร้าน เพื่อรักษาความสัมพันธ์หลังการขาย. เช่น เสนอส่วนลดทันที 5-10% ให้ลูกค้าที่กำลังจะจ่ายเงิน หากเขาหยิบมือถือมากดเพิ่มเพื่อน LINE OA ของร้านเราต่อหน้า, หรือสแกน QR Code เพจ Facebook ของร้านเราเพื่อกดไลก์/ติดตาม. วิธีนี้จะช่วยเพิ่มฐานผู้ติดตามของเราทีละเล็กละน้อย และเปิดช่องทางให้เราส่งโปรโมชันหรือข่าวสารไปหาลูกค้าเหล่านี้ได้ในอนาคต

⚽️ เก็บข้อมูลลูกค้าหน้าร้านเข้าฐานข้อมูล: พยายามกวาดเอาข้อมูลลูกค้าที่แวะเวียนมาซื้อของหน้าร้านเข้าสู่ Database ของตัวเอง ให้ได้บ้าง. นอกจากวิธีให้กดติดตามโซเชียลข้างต้น คุณอาจเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น สมัครสมาชิกฟรีเพื่อสะสมแต้ม, ลงทะเบียนรับประกันสินค้า, หรือรับข่าวสารโปรโมชั่นทางอีเมล. ตั้งโต๊ะเล็กๆ พร้อม QR Code สำหรับลงทะเบียน ไว้ที่ร้าน ลูกค้าที่สนใจสามารถสแกนและกรอกฟอร์มเองสะดวกๆ ข้อมูลที่ได้ก็ส่งเข้าระบบเก็บไว้ทำ CRM ต่อไป
⚽️ จริงจังกับ Google My Business: แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง Google My Business (ปัจจุบันคือ Google Business Profile) และลงมือปรับปรุงโปรไฟล์ธุรกิจของคุณให้มืออาชีพที่สุด. ไม่ว่าจะเป็นการใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน (ที่อยู่ เบอร์โทร หมวดหมู่ธุรกิจ เว็บไซต์ ฯลฯ), อัปเดตรูปภาพและข่าวสารของร้านเป็นประจำ, รวมถึงเชิญชวนลูกค้าที่พึงพอใจมาเขียนรีวิวให้คะแนน. เทคนิคนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจคุณดูโดดเด่นเมื่อค้นหาเจอบน Google Maps และยังเพิ่ม โอกาสปรากฏในการค้นหาเชิงพื้นที่ (Local Search) มากขึ้นด้วย เนื่องจากร้านที่รีวิวดีและข้อมูลครบ มักได้แสดงเด่นบนหน้าแผนที่ของ Google
⚽️ เข้าถึงลูกค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มบ้านเขา: หากสินค้าของคุณเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น เคยขายของที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ กลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวจีน ก็ควรหาวิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ผ่าน โซเชียลมีเดียของประเทศเขา ด้วย. ตัวอย่างเช่น ทำคอนเทนต์ภาษาจีนโปรโมทสินค้าลง Weibo หรือ 小红书 (Xiaohongshu) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจีนที่วางแผนเที่ยวต่างประเทศ. หรือถ้ากลุ่มลูกค้าเป็นชาวอเมริกัน/ยุโรป อาจลองศึกษาการลงขายใน eBay, Etsy หรือลงโฆษณาบน Google ที่เจาะประเทศเหล่านั้นเพิ่มเติม. การปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้อยู่แล้วจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าของคุณถูกพบเห็นและสั่งซื้อได้มากขึ้น
📌 พนักงานประจำสายบริหารโปรเจ็กต์/ผลิตภัณฑ์ (Product Owner, Project Manager)
⚽️ พัฒนาทักษะด้านข้อมูล (Data Skills): ในโลกธุรกิจปี 2025 ข้อมูล (Data) คือหัวใจสำคัญของการตัดสินใจ. ผู้จัดการโครงการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ควรเสริมความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การทำ Data Visualization (สร้างแผนภูมิ/กราฟแสดงข้อมูลให้เข้าใจง่าย), การอ่านค่า Insight จากรายงานสถิติต่างๆ, และการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจเลือกปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการทำงาน. การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-Driven Decision Making) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโปรเจ็กต์และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจนยิ่งขึ้น (เช่น เลือกฟีเจอร์ที่จะพัฒนาต่อโดยดูจากข้อมูลการใช้งานของลูกค้าแทนการคาดเดา)
⚽️ เรียนรู้ระบบอัตโนมัติและการเขียนโฟลว์งาน: ในบทบาทบริหาร คุณจะได้ประโยชน์มากหากเข้าใจการทำ Automation เบื้องต้น. ลองฝึก เขียน Flowchart อธิบายขั้นตอนการทำงานของทีม/ระบบดู และทำความเข้าใจแนวคิดการตั้ง Rule/Trigger ในระบบต่างๆ ที่คุณดูแล. นอกจากนี้อาจศึกษาการดึงข้อมูลแบบ Query เบื้องต้น (เช่น SQL พื้นฐาน) เพื่อให้สามารถสื่อสารกับทีม Data ได้รู้เรื่อง. ทักษะเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสที่จะใช้ระบบอัตโนมัติหรือ เครื่องมือดิจิทัล มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมได้ (เช่น ลดขั้นตอนที่ทำซ้ำๆ ด้วยการให้ระบบจัดการเอง เป็นต้น)

⚽️ อัปเดตตัวเองด้วยเทคโนโลยีใหม่เสมอ: เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนเร็วมาก ในฐานะ Project Manager/Product Owner คุณควรติดตามเทรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้าน AI/ML (ปัญญาประดิษฐ์/แมชชีนเลิร์นนิง) ที่เข้ามามีบทบาทในงานหลากหลายด้าน. การรู้ว่าจะนำเครื่องมือ AI มาประยุกต์ใช้ในโปรเจ็กต์ของคุณอย่างไร (เช่น ใช้ Generative AI ช่วยสร้างไอเดียหรือต้นแบบ, ใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์) จะทำให้คุณสามารถเสนอโซลูชันที่ทันสมัยและเพิ่มมูลค่าให้โครงการได้. ปี 2025 เป็นต้นไป หลายองค์กรมองหาผู้จัดการที่ไม่ได้เก่งแค่บริหารคน แต่ต้องเข้าใจเทคโนโลยีและนำมาขับเคลื่อนธุรกิจได้ด้วย
📌 พนักงานประจำสายครีเอทีฟ/ออกแบบ (Creative, Designer)
⚽️ ใช้ข้อมูลสนับสนุนงานครีเอทีฟ: ทุกวันนี้หลายองค์กรมีระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดที่ดีขึ้นมาก ดังนั้นในฐานะ Creative/Designer การนำเสนอผลงานหรือไอเดียควรมี ข้อมูลรองรับ เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ มากกว่าการอ้างอิงแต่ประสบการณ์หรือสัญชาตญาณส่วนตัว (ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นความเห็นที่ซับเจคทีฟเกินไป). ตัวอย่าง: หากคุณออกแบบแคมเปญใหม่ แทนที่จะบอกว่า “เคยทำแบบนี้เมื่อปีก่อนแล้วได้ผล” คุณอาจแนบข้อมูลจาก Analytics เช่น “ดีไซน์ A ที่ใช้ภาพคนยิ้ม มี CTR สูงกว่าแบบ B 30%” เพื่อสนับสนุนแนวคิดของคุณ คนฟังจะคล้อยตามได้ง่ายขึ้นและเห็นว่าคุณตัดสินใจโดยอิงข้อมูลจริง

⚽️ เรียนรู้การใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงงานออกแบบ: ศึกษาวิธีอ่านค่า Insight จากแพลตฟอร์มต่างๆ (เช่น Facebook Ad Manager, Google Analytics) เพื่อนำมาปรับปรุงงานครีเอทีฟของคุณ. ลองฝึกทำ Report Dashboard ง่ายๆ ดูภาพรวมว่าชิ้นงานไหนเวิร์คไม่เวิร์ค แล้ววิเคราะห์หาสาเหตุ เช่น โฆษณาชุดไหนมี Engagement ต่ำ ก็เจาะดูว่ากลุ่มเป้าหมายตรงไหม, คอนเทนต์น่าสนใจพอหรือไม่. การฝึกมองข้อมูลเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้คุณ ปรับดีไซน์หรือคอนเซปต์งาน ในอนาคตโดยมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน (เช่น เลิกใช้ฟอนต์แบบเดิมเพราะข้อมูลบอกว่าอ่านยากบนมือถือ เป็นต้น) แทนที่จะยึดตามความเคยชินหรือความชอบส่วนตัว
⚽️ ศึกษาการทำงานแบบ Automation ในงานครีเอทีฟ: ทุกวันนี้งานโฆษณาออนไลน์มีการใช้ระบบอัตโนมัติและการปรับเนื้อหาให้เข้ากับบุคคล (Personalization) มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่งานครีเอทีฟ. คุณควรทำความเข้าใจวิธีตั้งค่า Rule/Trigger พื้นฐานในระบบโฆษณาต่างๆ (เช่น การตั้งเงื่อนไขให้สลับ Creative เมื่อ CTR ต่ำกว่าที่กำหนด) หรือรู้จักเครื่องมือทำ Dynamic Creative Optimization (DCO) ที่แพลตฟอร์มโฆษณามีให้. เมื่อเข้าใจหลักการเหล่านี้ คุณจะสามารถ ออกแบบชิ้นงานครีเอทีฟเป็นชุดๆ ที่พร้อมสำหรับการสลับสับเปลี่ยน (เช่น ทำภาพหลายแบบ ข้อความหลายเวอร์ชัน) เพื่อให้ระบบนำไปทดลองผสมหาประสิทธิภาพสูงสุดได้. ยุคนี้งานครีเอทีฟที่ดีไม่ใช่แค่สวยหรือเจ๋ง แต่ต้องรองรับการทดสอบและปรับแต่งอย่างว่องไวด้วย
⚽️ ใช้เครื่องมือ AI ช่วยงานสร้างสรรค์: ปี 2025 ถือเป็นยุคที่เครื่องมือ Generative AI เข้ามามีบทบาทในสายครีเอทีฟอย่างมาก. ในฐานะนักออกแบบหรือนักสร้างสรรค์ คุณควรลองใช้และเรียนรู้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานของคุณ. ตัวอย่างเช่น ใช้ AI สร้างภาพ (อย่าง DALL-E, Midjourney) เพื่อเรนเดอร์ภาพไอเดียคร่าวๆ ออกมาดูหลายๆ แบบก่อนลงมือทำจริง, หรือใช้ ChatGPT ช่วยระดมไอเดียคำโฆษณา/สโลแกน. การคุ้นเคยกับ AI จะทำให้คุณทำงานได้เร็วขึ้นและปรับตัวเข้ากับกระบวนการทำงานใหม่ๆ ในองค์กรที่นำ AI มาช่วยงานได้อย่างราบรื่น (เช่น ถ้าองค์กรใช้ระบบทำโฆษณาอัตโนมัติ คุณก็พร้อมเตรียมวัตถุดิบกราฟิก/คำโฆษณาให้สอดคล้องกับระบบนั้นได้)
⚽️ แนะนำให้ศึกษาเรื่อง Automation เพิ่มเช่น การกำหนด Rule, Trigger ต่างๆ, การทำ Personalization วิธีต่างๆ เพื่อจะได้เข้าใจการสร้างCreative Material มาผสมผสาน (Combination) เป็น Experiments ต่างๆ
📌 นักศึกษาและผู้จบใหม่
⚽️ ปูพื้นฐานด้าน Data แต่เนิ่นๆ: นักการตลาดหรือคนทำงานยุคใหม่ต้องไม่กลัวเรื่องข้อมูล – เริ่มฝึก ทักษะด้าน Data ตั้งแต่ยังเรียนจะได้เปรียบมากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน. เบื้องต้นควรรู้วิธีสร้าง กราฟและ Visualization จากข้อมูล (เช่น ใช้ Excel หรือ Google Data Studio ทำกราฟสรุปผลการสำรวจ), เข้าใจหลักการ Data Mining การดึงข้อมูลและทำความสะอาดข้อมูล, ตลอดจนรู้วิธีเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ (เช่น แบบสอบถามออนไลน์, การ Tracking เบื้องต้นในเว็บไซต์). ทักษะเหล่านี้จะติดตัวและเป็นที่ต้องการสูง เพราะทุกแผนกในองค์กรปัจจุบันล้วนขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทั้งสิ้น
⚽️ เรียนรู้เครื่องมือ Marketing Automation: แม้คุณจะยังเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ แต่การมีความรู้พื้นฐานเรื่อง Marketing Automation จะทำให้คุณโดดเด่นกว่าใครเมื่อต้องสมัครงานสายการตลาดดิจิทัล. ลองฝึกใช้เครื่องมือ Automation ง่ายๆ ที่หาได้ฟรี เช่น การตั้งเวลาส่งอีเมลหรือตอบคอมเมนต์อัตโนมัติบนแพลตฟอร์มโซเชียล, หรือใช้เครื่องมือต่อ API ง่ายๆ อย่าง IFTTT/Zapier เชื่อมโยงการทำงานข้ามแอป (เช่น ให้โพสต์ Facebook ใหม่ถูกแชร์ไป Twitter อัตโนมัติ). การเข้าใจแนวคิดเหล่านี้จะช่วยให้คุณเรียนรู้ระบบ Martech ซับซ้อนในงานจริงได้ไวขึ้นมาก
⚽️ ตามให้ทันเทรนด์ดิจิทัลใหม่ๆ: นอกจากความรู้ในห้องเรียน อย่าลืม ใฝ่รู้สิ่งใหม่ นอกหลักสูตรอยู่เสมอ โดยเฉพาะเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่คุณสนใจ. ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสนใจงานคอนเทนต์/ครีเอทีฟ ควรลองเล่นกับ แพลตฟอร์มโซเชียลใหม่ๆ (เช่น ทดลองทำคลิปลง TikTok หรือ Reels) เพื่อเข้าใจรูปแบบคอนเทนต์ที่คนชอบ, หรือถ้าสนใจงานสายวิเคราะห์ข้อมูล/ไอที ก็ควรลองใช้เครื่องมือ AI ใหม่ๆ อย่าง ChatGPT, ลองเขียนโค้ด/สคริปต์ง่ายๆ แก้ปัญหาเอง. การเป็นคนพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาจะทำให้คุณปรับตัวเข้าที่ทำงานได้ไว และอาจค้นพบสายงานหรือความถนัดใหม่ของตัวเองที่สร้างมูลค่าได้มากในยุคดิจิทัล
————–!—————
สรุป: โดยภาพรวมแล้ว ทักษะ/ความรู้ (Skillset) ที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการในปี 2025 มีดังนี้:
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Tagging/Tracking: คนที่สามารถติดตั้งและตั้งค่า Tag สำหรับเก็บข้อมูลผู้ใช้บนเว็บไซต์หรือแอปได้อย่างถูกต้อง (เช่น ผ่าน Google Tag Manager หรือเครื่องมือฝั่ง Client/Server อื่นๆ) จะเป็นที่ต้องการมาก เพื่อช่วยให้องค์กร เก็บ Data จากทุกช่องทางได้ครบถ้วน เป็นพื้นฐานของการทำการตลาดยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเชื่อมต่อข้อมูล (Data Integration): ทักษะในการ เชื่อมระบบผ่าน API/Webhook ต่างๆ จะเป็นที่ต้องการสูงขึ้น เพราะธุรกิจยุคนี้ใช้ซอฟต์แวร์หลากหลายตัว การรวมศูนย์ข้อมูลจากระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน (เช่น เชื่อมข้อมูลลูกค้าจากเว็บไซต์, ระบบ POS หน้าร้าน, แพลตฟอร์มโซเชียล, ฯลฯ) เพื่อให้มองเห็นภาพรวม 360 องศาเป็นเรื่องจำเป็น. คนที่เข้าใจการดึง/ส่งข้อมูลระหว่างระบบ สามารถเซ็ตการเชื่อมต่อหรือใช้งานเครื่องมือ iPaaS (Integration Platform as a Service) ได้ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม
ความรู้เรื่อง Customer Data Platform & Data Privacy: ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่เริ่มลงทุนสร้าง Customer Data Platform (CDP) หรือฐานข้อมูลลูกค้ากลางกันมากขึ้น เพื่อรวมข้อมูลทุกจุดสัมผัสลูกค้าไว้ที่เดียวแล้วนำไปใช้งานต่อ (เช่น ทำ Personalization, วิเคราะห์ Customer Journey). ดังนั้นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบ CDP หรือการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่จะได้เปรียบ. นอกจากนี้ ความรู้ด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA, GDPR) ก็จำเป็น – ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจังในปี 2025 คนทำงานที่รู้วิธีเก็บและใช้งานข้อมูลโดยเคารพ Privacy ของลูกค้าจะเป็นทรัพยากรที่องค์กรไว้ใจ
การประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด: ด้วยความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปีที่ผ่านมา ทักษะใหม่ที่กำลังมาแรงคือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI เพื่องานการตลาด ไม่ว่าจะเป็นด้านคอนเทนต์ (เช่น ใช้ AI ช่วยเขียนบทความหรือโพสต์เบื้องต้น), ด้านโฆษณา (ปรับแคมเปญตามคำแนะนำของ Machine Learning), หรือด้านลูกค้าสัมพันธ์ (ใช้ Chatbot อัจฉริยะตอบลูกค้า). ผู้ที่สามารถผสมผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์การตลาดได้อย่างเหมาะสมจะกลายเป็น Marketing Technologist รุ่นใหม่ที่ตลาดต้องการอย่างมาก
————–!—————
เกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัลอื่นๆ ในปี 2025
📌 Line
⚽️ ให้ Broadcast อย่างสม่ำเสมอ คอนเทนท์ไม่จำเป็นต้อง Hard Sale ถ้าลูกค้าสนใจหรืออยู่ใน Consideration Stage แล้วอาจจะกลับมาไล่ Click จาก Rich Menu เอง (ใส่ UTM ใน Link แยกตาม Campaign ด้วยครับ)

⚽️ Line Advertising เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ Performance น่าสนใจมากๆ และเปิดให้ใช้งานได้เองแล้ว ไม่ต้องผ่าน Agency

📌 SEO
⚽️ยังสำคัญอยู่ ถ้าดูจากพฤติกรรมคนที่อยู่บ้านขณะ Lockdown ในปี 2020 ที่มีผลทำให้ Search Demand ทุกๆตลาดสูงขึ้น (ยืนยันได้ทั้งงานประจำที่แอดดูแล และข้อมูลที่ Google Thailandส่งให้) ซึ่งในปีนี้ คนก็ยังน่าจะใช้เวลาอยู่บ้านและค้นหาข้อมูลผ่านทาง Search Engine อยู่ คำแนะนำคือ
⚽️ ทำ Website ให้ผ่าน Core Web Vital ทั้งความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ(Largest Contentful Paint ) การป้องกันการขยับของ element ต่างๆในหน้าเว็บ (Cumulative Layout Shift)

อ่านเรื่อง Page Experience ปัจจัยการจัดอันดับสำคัญของการทำ SEO
⚽️ ต้องรองรับ Mobile Device First เท่านั้น คนไทยทุกวันนี้ 80% เข้า Website ผ่านอุปกรณ์มือถือแล้ว
⚽️ เลือกทำ Content, Keyword ที่สอดคล้องหรือสนับสนุน Brand Character ของตัวเราเท่านั้น การทำหลายๆ Keyword หรือไปเลือก Mass Keyword มาย่อมใช้พลังการทำงาน (Effort) โดย User ที่ Click เข้ามาก็อาจจำ Brand ของเราไม่ได้เช่นกัน
📌 SEM
ลองซื้อ Keyword คู่แข่งไว้บ้าง หรือซื้อ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราแค่ SEO performance ยังไม่ถึง โดยข้อดีของ SEM คือเราเห็น Conversion ระดับ Keywords ซึ่งต่างจาก SEO ที่เราเห็น Conversion จาก Webpage ทำให้เราต้อง Assume หรือมโนเองว่า User เข้ามาจาก Organic Keywords อะไร

📌 Youtube
ใส่ Voice Over, Subtitle ให้ครบถ้วน ออกแบบ Thumbnail ให้น่าสนใจ (อย่า Clickbait เกินเหตุ)
📌 Native Ad
ด้วยความที่มันวางเนียบๆอยู่กับคอนเทนท์อื่นๆ สามารถลองได้ในกรณีที่เป็นสินค้าที่มี Sale Funnel ที่สั้น สามารถตัดสินใจซื้อโดยใช้ Sale Page ที่น่าสนใจ เช่นอาหารเสริม สินค้าเพื่อสุขภาพ ความงามเป็นต้น

ตัวอย่าง Sale Page

📌 Google My Business
มาแรงมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ Convert ที่ Offline ทุกอย่าง ร้านอาหาร ร้านอะไหล่รถยนต์ และ Google เองก็ดัน GMB พอดู สังเกตได้จากการ Search บางคำผ่านมือถือ Google จะดึง GMB มาแสดงก่อน SEO ด้วยซ้ำ

⚽️ คำแนะนำเพิ่มเติม : ดูแลข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน เบอร์โทร, เว็บไซต์, เวลาเปิด-ปิด, รูปภาพ, ความถี่ในการโพสอย่างสม่ำเสมอ, ดูแลเรตติ้ง / คะแนนรีวิว เป็นต้น
ติดต่อขอรับคำปรึกษาด้าน Marketing และ Technology
- ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวาง Technology Roadmap
- การเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่สุด
- การวาง Data Foundation ให้รองรับสเกลของธุรกิจ
- การ Implement Platform อย่างมีระบบ
- การทำ Change Management และการติดตามการ Adoption
- ควบคุมการบริหารโครงการด้วยผู้มีประสบการณ์ตรง
- รับจำนวนจำกัดไม่เกิน 2 Projects / เดือน
